”ดีทมาร์ ฮอปป์”ชื่อนี้ที่แฟนบุนเดสลีก้าชังยิ่งหนัก ??

ปั่นสล็อตคาสิโน

เมื่อราวๆสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ลีกฟุตบอลที่คนเยอรมันภาคภูมิใจอย่างบุนเดสลีก้าได้ถูกพูดถึงในมุมที่เสื่อมเสียไปทั่วโลก จากพฤติกรรมการประท้วงของแฟนบาเยิร์น มิวนิคที่มีต่อ “ดีทมาร์ ฮอปป์” เจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งและมีภูมิหลังมากมายให้ค้นหา

ฮอปป์เกี่ยวโยงกับฟุตบอลเยอรมันมายาวนานกว่า 30 ปี และฮอฟเฟ่นไฮม์เองก็เป็นทีมกลางๆ เหตุใดทีมมหาอำนาจของลีกอย่างบาเยิร์น มิวนิคและดอร์ทมุนด์ถึงต้องมาจงเกลียดจงชังทีมที่มีระดับต่ำกว่าพวกเขาแบบนี้แถมยังมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปในวงกกว้างกว่าที่เห็นและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกทีด้วย?

เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นหลัง “เสือใต้” ขึ้นนำ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไปแล้วถึง 6-0 โดยแฟนบอลบางส่วนของทีมเยือนได้ขึ้นแบนเนอร์ด่าเจ้าของสโมสรเจ้าถิ่นเป็นภาษาเยอรมันว่า “ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยน สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันผิดคำสัญญา ไอ้ฮอปป์ก็ยังเป็นไอ้ลูกกะหรี่เหมือนเดิม”

ทำให้นักเตะบาเยิร์นทั้งทีมวิ่งไปขอร้องแฟนของพวกเขาให้หยุดการกระทำดังกล่าว เช่นเดียวกับ รุมเมนิกเก้ ประธานสโมสรบาเยิร์น ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา และโอลิเวอร์ คาห์น ที่ต่างเดินไปขอให้แฟนนำแบนเนอร์ที่หยาบคายดังกล่าวลง

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการกลับมาลงสนามกันอีกครั้ง แต่นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างเลือกเคาะบอลเล่นกันจนหมดเวลาการแข่งขัน เพื่อเป็นการตอบโต้และแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของแฟนบอลกลุ่มดังกล่าว ซึ่ง ฮอปป์ที่เขามาชมเกมนี้ในห้องวีไอพีถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ จนรุมเมนิกเก้ ประธานเสือใต้ต้องเข้าปลอบด้วยความเห็นใจ ก่อนเจ้าตัวจะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ถ้าผมรู้ได้ว่าพวกคนงี่เง่าพวกนี้ต้องการอะไรจากผม มันคงจะเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับผมที่จะเข้าใจ”

“ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับผม มันทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาอันมืดมน”

“ผมไม่ต้องการพูดถึงคนเหล่านี้ มันไร้ประโยชน์ พวกเขาเหมือนอยู่ในโลกอื่น ผมไม่ต้องการพูดคุยกับพวกเขา ไม่เลย ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรกับพวกเขา”

“ทำไมผมจะไม่ไปสนามอีกแล้วล่ะ? ไอ้คนพวกนี้ต่างหากที่ควรไปให้ไกลๆ”

เช่นกันกับในเกมที่เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน ที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ลงฟาดแข้งกับไฟร์บวร์ก มีแฟนบอลจำนวนมากจากฝั่งทิศใต้ตะโกนเรียก ฮอปป์ว่าเป็น”ไอ้ลูกกระหรี่” ทั้งๆที่เกมดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฮอฟเฟ่นไฮม์แต่อย่างใดเลย

คำถามคือ “ดีทมาร์ ฮอปป์” ทำผิดอะไรและมันร้ายแรงขนาดไหนกัน?

ดีทมาร์ ฮอปป์ คือใคร?

ดีทมาร์ ฮอปป์เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลในฐานะเจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ในบุนเดสลีก้า อดีตเคยเป็นนักเตะเยาวชนให้กับสโมสรท้องถิ่นชื่อ TSG Hoffenheim ซึ่งเป็นทีมระดับ “หมู่บ้าน” , เป็นเจ้าของบริษัทร่วมซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ในชื่อ SAP เมื่อปี 1972

มีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ราวๆ 15.9 พันล้านดอลล่าสหรัฐ ตามอ้างอิงจาก Forbes นับว่าเป็นนึกในเศรษฐีที่รวยที่สุดในเยอรมัน ก่อนรีไทร์จาก SAP ในช่วงกลางปี 2000 เพื่อหันมาเอาดีในการกุศลกับโครงการ “มูลนิธิดิทมาร์ ฮอปป์”

และจากความที่เคยเป็นนักฟุตบอลเก่ามาก่อน ใจที่รักกีฬาอยู่แล้วได้จุดความคิดให้ฮอปป์หันมาลงทุนกับฮอฟเฟ่นไฮม์เมื่อปี 1990 ซื้อหุ้น 100% ของสโมสรมาบริหารเอง และด้วยความที่มีเงินทุนเยอะอยู่แล้ว เขาจึงตั้งใจที่จะพาทีมเล็กๆ ทีมหมู่บ้านอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์ไต่จากดิวิชั่น 9 ที่เล่นอยู่ให้ขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดอย่างบุนเดสลีก้าให้ได้

ฮอฟเฟ่นไฮม์ค่อยๆเลื่อนชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ สตาร์ทจากดิวิชั่น 9 ย้ำอีกที่ว่าดิวิชั่น 9 ! ความตั้งใจของเขาที่อยากผลักดันทีมเล็กๆในหมูบ้านที่เขาเติบโตมานี้ ได้เป็นแรงผลักดันให้เจ้าตัวสู้ไม่ถอย

จนกระทั่งการมาของกุนซืออย่าง ราล์ฟ รังนิคเมื่อปี 2006 ประกอบกับการทุ่มซื้อตัวผู้เล่นฝีเท้าดีเข้ามาเสริมแกร่งให้กับทีมตามระดับชั้นที่เล่น จนส่งผลให้ทีมหมู่บ้านที่คนไม่เคยเหลียวมองอย่างฮอฟฟเฟ่นไฮม์สามารถเลื่อนชั้นๆแบบรัวๆปีต่อปีจนขึ้นมาเหยียบบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2008

โดยในช่วงที่ยังเล่นอยู่ดิวิชั่นล่างๆ , ฮอฟเฟ่นไฮม์ประจำรังเหย้าที่สนาม ดิทมาร์-ฮอปป์-สตาดิโอน มีความจุผู้ชมอยู่ที่ 5000 คนเท่านั้น จึงทำให้พวกเขาต้องการสเตเดียมแห่งใหม่เพื่อต้อนรับการเป็นทีมบนลีกสูงสุด ฮอปป์จึงไม่รอช้าจัดการควักเงินตัวเองกว่า 80 ล้านปอนด์เพื่อช่วยเนรมิตสนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีความจุ 30,150 ขึ้นมาให้ไม่ต้องอายใคร พร้อมเป้าหมายที่จะปักหลักเป็นทีมประจำในบุนเดสลีก้าให้ได้

สู่ประเด็นสำคัญ : แล้วทำไมแฟนบอลบุนเดสต้องเกลียดจนถึงขั้นด่าทอเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่นนั้น

เรื่องมันเกิดจากที่ว่าฮอฟเฟ่นไฮม์นั้นไม่เหมือนสโมสรอื่นที่ปฎิบัติตามกฏ 50+1 นั่นเอง โดยกฏ 50+1 นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้แน่ใจว่าแฟนบอลนั้นจะได้เป็นเจ้าของสโมสรร่วม และสโมสรจะไม่ตกอยู่ในการตัดสินใจของใครแต่เพียงผู้เดียว

รูปแบบการถือครองสโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ต้องอิงกับกฎ 50+1 ซึ่งหมายความว่า บริษัทเอกชน สามารถถือหุ้นสโมสรได้สูงสุดแค่ 49% โดย 51% ที่เหลือต้องเป็นของแฟนบอล และด้วยหุ้นที่มีอยู่ 51% ทำให้แฟนบอลสามารถออกเสียง, เข้าไปนั่งในบอร์ดบริหาร และมีส่วนช่วยกับการตัดสินใจต่างๆทั้งหมดของสโมสร

แต่กับฮอฟเฟ่นไฮม์ พวกเขามีฮอปป์เป็นผู้ถือหุ้นสูงถึง 96 % และที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะในกฎนั้นมีเงื่อนไขที่ว่าบริษัทเอกชนใดก็ตามที่ถือหุ้นถึง 49 % เป็นเวลานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน จะสามารถฮุบสโมสรไว้แต่เพียงผู้เดียวได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการที่จะมีใครถือหุ้นถึง 49 นั้นก็ยากมากแล้ว ไหนจะต้องลากยาวกันถึง 20 ปีอีก เรื่องแบบนี้จึงไม่ได้จะเกิดขึ้นง่ายๆสักทีเดียว

และจากอำนาจตรงนี้ ฮอปป์สามารถใช้เงินถุงของเขาช่วยเปลี่ยนทีมหมู่บ้านธรรมดาๆให้กลายเป็นทีมบนลีกสูงสุดในลีกใหญ่อย่างบุนเดสลีก้า แถมยังผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อปี 2018 ภายใต้การคุมทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์

ด้วยประชากรในฮอฟเฟ่นไฮม์ที่มีเพียง 3,272 คน รวมถึงเมืองซินส์ไฮม์ที่ตั้งของ สนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีผู้อาศัยจำนวนแค่ 35,442 คนเท่านั้น หากปราศจากการยื่นมือเข้ามาของ ฮอปป์ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่สโมสรจากเมืองเหล่านี้จะสามารถกลายมาเป็นขาประจำในบุนเดสลีก้าและมีสเตเดียมที่มีความจุเกิน 3 หมื่นที่นั่งเป็นของตัวเองเช่นนี้

ผลจากตรงนี้เอง ทำให้แฟนบอลจากสโมสรอื่นในบุนเดสลีก้ามองว่าฮอปเฟ่นไฮม์นั้นเป็น “สโมสรพลาสติก” เหมือนกับอาร์เบ ไลป์ซิกที่ใช้เงินเข้ามาทุ่มซื้อความสำเร็จ เพราะรากฐานของฟุตบอลเยอรมันนั้นเน้นย้ำในแง่ของเรื่องความแฟร์ ทุกสโมสรจะไม่มีการทุ่มเงินโป้งเดียวรวย ผู้บริหารสโมสรต้องโชว์ความสามารถในการจัดการอย่างเดียวเท่านั้นในการทำให้ทีมเติบโตขึ้น

และสาวก”เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์คือเหล่าแฟนบอลที่เริ่มโจมตีการกระทำของฮอปป์ บ่อยครั้งที่พวกเขาจะหยิบแบนเนอร์ต่อต้านฟุตบอลสมัยใหม่ขึ้นมา ในขณะที่เมื่อปี 2008 ก็มีการเดินขบวนจากแฟนดอร์ทุมนด์ชูป้ายที่มีเป้าเล็งอยู่บนหน้าของฮอปป์ให้เห็นเป็นครั้งแรก

จากความเกลียดชังของแฟนดอร์ทมุนด์ เหตุการณ์เริ่มต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทีมงานของฮอฟเฟ่นไฮม์ถูกด่าทอจากสแตนด์แฟนบอลของดอร์ทมุนด์ในเกมที่ทั้งคู่ลงเจอกันเมื่อปี 2011 จนฮอปป์ต้องออกมาวิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “น่าอัปยศ”

การประท้วงในทำนองนี้ยังคงสืบเนื่องมาเรื่อย จนทางสมาคมฟุตบอลเยอรมันต้องออกมาห้ามปรามและกำหนดบทลงโทษห้ามไม่ให้แฟนบอลเสือเหลืองเข้าชมเกมปะทะฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นเวลา 2 ปี ฉีกกฎที่สมาคมฟุตบอลเยอรมันเคยกล่าวไว้ว่าจะไม่ลงโทษผู้กระทำผิดแบบเหมารวม จะมีการตัดสินลงโทษแฟนบอลเป็นรายบุคคลเท่านั้น

ทว่า การลงโทษดังกล่าวกลับไม่ได้ลดละความเกลียดชังให้หายไปได้เลย เมื่อสโมสรอื่นๆก็ต่างมีการแสดงออกด้วยการประท้วงไม่พอใจกับสถานะของฮอปป์ ซึ่งสามารถพบเห็นแฟนๆออกมาต่อต้านได้ในทั้ง 3 ลีกบนของเยอรมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกมที่ถูกพูดถึงมากที่ก็คงหนีไม่พ้นเกมที่จบลงด้วยการเคาะบอลไปมาของนักเตะ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลแดนไส้กรอก ที่บาเยิร์น มิวนิคบุกไปถล่มฮอฟเฟ่นไฮม์คารัง 6-0

สิ่งที่สาวกบาเยิร์น,ดอร์ทุมนด์ รวมถึงแฟนบอลบุนเดสลีก้าทั้งหลายกลัวคืออะไร?

อย่างที่กล่าวข้างต้น สโมสรในเยอรมันจะต้องเป็นของแฟนบอลอย่างน้อย 51 % เพื่อเป็นการทำให้แน่ใจว่าสโมสรจะไม่ตกอยู่ในมือนักลงทุนเศรษฐีชาวต่างชาติที่จ้องจะมาเทคโอเวอร์สโมสรในแดนขี้เมา ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นท้องถิ่นและเอกลักษณ์ของสโมสรเยอรมันเอาไว้ไปสู่รุ่นต่อรุ่น อีกทั้งยังเพิ่มน้ำหนักเสียงของแฟนบอลเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร รวมถึงปกป้องหากมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

โดยมีข้อยกเว้นในกรณีพิเศษอยู่บ้างกับทีมอย่างโวล์ฟบวร์กและไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งเป็นทีมที่แต่เดิมก่อตั้งขึ้นมาจากเหล่าพนักงานในบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่ อย่างบริษัทผลิตรถยนต์โฟล์กสวาเก้นและบริษัทยาไบเออร์ตามลำดับ จึงไม่ได้ผิดกฏใดๆเพราะทั้งสองบริษัทได้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสรมานานหลายสิบปีแล้ว

ขณะที่ไลป์ซิกเองค้นพบวิธีหลีกเลี่ยงกฏดังกล่าว ด้วยการใช้ผู้ถือหุ้นเพียง 17 ราย ซึ่งเป็นคนจากเร้ดบูลล์ทั้งหมด ส่วนเคสของฮอปป์สามารถฮุบสโมสรเกิน 50 % ได้เพราะเขาได้ถือหุ้นของสโมสรเป็นจำนวนมากถึง 49 % มานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน

กฎ 50+1 ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้แฟนบอลมีอำนาจเหนือกว่ากลุ่มผู้บริหาร ยกตัวอย่างบาเยิร์น มิวนิคที่มีสมาชิกราว 300,000 คนทั่วโลกที่ลงทุนร่วมกับทีม บวกกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างอัลลิอันซ์,ออดี้,และกาตาร์ แอร์เวย์ส ที่แบ่งกันถือหุ้นในอีก 49 % ที่เหลือของสโมสรเอาไว้ ก็ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนๆอุลตร้าส์ของทัพเสือใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับทีมของพวกเขา ที่ถาโถมมุ่งไปที่ธุรกิจและการตลาดมากจนเกินไป

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบุนเดสลีก้าเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดก็คือ การที่สโมสรอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์มีเจ้าของทีมอย่างฮอปป์ที่มีอำนาจในการขายทีมทิ้งให้กับใครก็ได้ ในวันหนึ่งหากเขาเกิดไม่แยแสขึ้นมา

หลายฝ่ายกลัวว่าจะมีเหล่าเศรษฐีคิดนำเอาโมเดลนี้ไปทำตาม บุกไปซื้อหุ้นทีมสโมสรเล็กๆ และใช้เวลา 20 ปีปั้นขึ้นมาเพื่อรอขายได้กำไร จนสุดท้ายความเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลเยอรมันก็จะหมดไปเพราะตกอยู่ในน้ำมือของชาวต่างชาติ และพวกเขาย่อมยอมไม่ได้ที่จะเห็นบุนเดสลีก้าที่เป็นลีกแห่งความภาคภูมิใจถูกนักลงทุนต่างชาติยึดครอง

ทั้งนี้เองเรื่องนี้ก็มองได้หลายแบบ ฮอปป์ เองก็ไม่ได้ผิดหรือละเมิดกฎใดๆ เขาแค่มีใจรักฟุตบอลอยากจะทำทีมบ้านเกิดให้ยิ่งใหญ่อย่างตั้งใจ พิสูจน์จากทุกอย่างที่เขาสร้างให้ฮอฟเฟ่นไฮม์ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่รักจริงคงไม่เดินกันมาไกลถึงขนาดนี้

หรือทางฝั่งแฟนบอลเองที่ก็แค่มีฟุตบอลอยู่ในสายเลือดไม่ต้องการเห็นความภูมิใจของพวกเขาถูกคนนอกเข้ามายึดครองหรือถูกทำลายจนต้องเสียเอกลักษณ์ที่รักษากันมายาวนานไปเท่านั้นเอง

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *