น้อยคนจะรู้!! รวมแข้งก่อนเป็นท็อปสตาร์ พวกเค้าล้วนแต่ได้รับการฝึกฝีมือจากสโมสร”เซลต้า บีโก้”มาก่อน

หากพูดถึงศึก ลา ลีกา สเปน เชื่อว่าแฟนฟุตบอลในเมืองไทยส่วนใหญ่คงจะนึกถึงแต่ บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด สองทีมยักษ์ใหญ่เป็นอันดับแรก

นอกจากนั้น อาจจะมี แอตเลติโก้ มาดริด, บาเลนเซีย, เซบีย่า รวมถึง บียาร์เรอัล ที่พอมีชื่อเสียงให้แฟน ๆ นึกถึงแทรกเข้ามาบ้าง

สำหรับวันนี้เราจะมาพูดทีมเล็ก ๆ อย่าง เซลต้า บีโก้ สโมสรที่ก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี ในย่านเมืองบีโก แคว้นกาลิเซีย แต่กลับประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า อินเตอร์โตโต้ คัพ (ปัจจุบันไม่มีแข่งแล้ว) ได้เพียง 1 สมัย ในปี 2000

ส่วนการแข่งขันในประเทศพวกเขาไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยได้แต่แชมป์ระดับเชกุนด้า (ลีกรอง) 3 สมัย พ่วงด้วยตำแหน่งรองแชมป์บอลถ้วยหรือโกปา เดล เรย์ อีกเพียง 3 ครั้งเท่านั้น

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นทีมเล็ก ๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขามักจะมีนักเตะผีเท้าดี ๆ แวะเวียนมาค้าแข้งในถิ่น อาบานก้า-ไบไลโดส อย่างไม่ขาดสาย

จะมีแข้งดังผีเท้าดีคนไหนเคยผ่านการสวมยูนิฟอร์มของเซลต้า บีโก้ มาแล้วบ้าง เชิญติดตามรับชมกันได้เลยครับ!!

โรดริโก้ โมเรโน่

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2005-2009

ลงเล่น : เฉพาะทีมเยาวชน

ต้นสังกัดปัจจุบัน : บาเลนเซีย

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม: 30 ล้านยูโร (ย้ายจาก เบนฟิก้า ไป บาเลนเซีย)

ดีเอโก้ คอสต้า

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2007-2008 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 31 นัด ยิงได้ 6 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : แอตเลติโก้ มาดริด

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 66 ล้านยูโร (ย้ายจาก เชลซี ไป แอตฯ มาดริด)

ดาบิด ซิลบา

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2005-2006 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 38 นัด ยิงได้ 4 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 28.75 ล้านยูโร (ย้ายจาก บาเลนเซีย ไป แมนฯ ซิตี้)

โคล้ด มาเกเลเล่

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 1998-2000

ลงเล่น : 86 นัด ยิงได้ 6 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 20 ล้านยูโร (ย้ายจาก เรอัล มาดริด ไป เชลซี)

โฆเซ่ เอ็นริเก้

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2005-2006 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 14 นัด

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 8.7 ล้านยูโร (ย้ายจาก บียาร์เรอัล ไป นิวคาสเซิล)

มิชู

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2007-2011

ลงเล่น : 112 นัด ยิงได้ 17 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 6 ล้านยูโร (ย้ายจาก ราโย่ ไป สวอนซี)

มิโด้

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ปี 2003 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 8 นัด ยิงได้ 4 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 8.8 ล้านยูโร (ย้ายจาก สเปอร์ส ไป มิดเดิลสโบรห์)

จูเซ็ปเป้ รอสซี่

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2016-17 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 29 นัด ยิงได้ 6 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : รีล ซอลต์ เลค

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 10 ล้านยูโร (ย้ายจาก บียาร์เรอัล ไป ฟิออเรนติน่า)

ซโวนิเมียร์ โบบัน

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2001-002 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 6 นัด

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 8 ล้านยูโร (ย้ายจาก ดินาโม ซาเกร็บ ไป เอซี มิลาน)

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

ทีมเล็กๆที่สร้างเด็กให้ยิ่งใหญ่ กับ สโมสร”เลอ อาฟร์”ที่ปั้นเยาวชนมาเป็นสตาร์

หากกล่าวถึงสโมสรฟุตบอลที่ชื่อว่า เลอ อาฟร์ เชื่อว่ามีแฟน ๆ ลูกหนังจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยคุ้นหูกับชื่อเสียงของทีมนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรถ้าคุณจะไม่รู้จักพวกเขา

เพราะปัจจุบัน เลอ อาฟร์ เป็นเพียงทีมเล็ก ๆ ที่เล่นอยู่ใน ลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส (ลีกรอง) แต่เหตุไฉนทีมเล็ก ๆ ทีมนี้ กลับมีเหล่าแข้งดังหลายรายที่เคยผ่านการเป็นนักเตะทั้งระดับเยาวชนและชุดใหญ่มาแล้ว

ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมเหล่าแข้งดัง ผู้ที่เคยผ่านการฝึกฝนและลงเล่นให้เลอ อาฟร์ จะมีใครติดโผกันบ้างเชิญรับชมกันได้เลยครับ!

ปอล ป็อกบา

เริ่มต้นกันด้วยอดีตเด็กปั้นที่โด่งดังที่สุดอย่าง ป็อกบา ซึ่งใครหลายคนเข้าใจผิดว่ามิดฟิลด์ดีกรีแชมป์โลกรายนี้เป็นเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ด

แต่อันที่จริงแล้ว เลอ อาฟร์ ต่างหากที่เป็นทีมปลุกปั้น ป็อกบา ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2007 โดยเจ้าตัวอยู่กับทีมได้ 2 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปอยู่อะคาเดมี่ของ “ปีศาจแดง” ในปี 2009

ขณะที่ทีมผู้ปลุกปั้นก็ไม่ได้เต็มใจที่จะปล่อยเพชรเม็ดงามรายนี้ไปให้กับทีมดังจากพรีเมียร์ลีกเลย ซึ่งภายหลังได้เกิดการฟ้องร้องจากทางฝั่งของ เลอ อาฟร์ อีกด้วย

ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า

เรื่องราวของเขาก่อนที่จะกลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มันก็คล้าย ๆ กับพ่อค้าแข้งรายอื่น ๆ เมื่อศูนย์ฝึกลูกหนังหลายแห่งต่างปฏิเสธเขา เพราะมองว่ามิดฟิลด์เลือดน้ำหอมรายนี้ตัวเล็กและอ่อนแอเกินไป

อย่างไรก็ตาม เลอ อาฟร์ ไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาให้โอกาสกับ ลาสซาน่า ตั้งแต่ระดับเยาวชน จนดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2004-05

จากนั้น ลาสซาน่า ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เล่นกับทีมใหญ่ ๆ หลายทีมไล่เรียงตั้งแต่ เชลซี, อาร์เซน่อล, เรอัล มาดริด, มาร์กเซย รวมถึง เปแอสเช สโมสรสุดท้ายที่เขาแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2019

ฟลอร็องต์ ซินาม่า ปงโกลล์

อดีตแข้งหงส์แดง ชุดแชมป์ยุโรป สมัยที่ 5 ในปี 2004-05 ก็เคยผ่านการเป็นเด็กสร้างของ เลอ อาฟร์ มาแล้วเช่นกัน

ปงโกลล์ ถือเป็นนักเตะจอมพเนจรคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะตลอดเส้นทางอาชีพของเขา หัวหอกจอมเก๋ารายนี้ลงเล่นมาแล้วถึง 14 สโมสร

และนอกเหนือจากลิเวอร์พูลแล้ว ปงโกลล์ ก็คงจะถูกจดจำได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะแฟนบอลไทยลีก ซึ่งครึ่งหนึ่งเจ้าตัวเคยย้ายมาเล่นให้กับ ชัยนาท ฮอร์นบิล ระหว่างปี 2016-18

สตีฟ ม็องด็องด้า

คนส่วนใหญ่คงมองว่านายทวารจอมหนึบรายนี้น่าจะเป็นเด็กปั้นของโอลิมปิก มาร์กเซย มาตั้งแต่แรก

เนื่องจากเห็น ผู้รักษาประตูทีมชาติฝรั่งเศสวัย 34 ปี ลงเฝ้าเสาให้ มาร์กเซย มานานกว่า 1 ทศวรรษ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของทีมไปแล้ว

อย่างไรก็ดีก่อนที่ ม็องด็องด้า จะย้ายมาสร้างตำนานกับมาร์กเซย เขาเคยเป็นเด็กปั้นของ เลอ อาฟร์ มาก่อนนั่นเอง

ดิมิทรี ปาเยต

แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศส ผ่านการลงเล่นให้ทีมอะคาเดมี่ของเลอ อาฟร์ ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ โดยเจ้าตัวใช้เวลาขัดเกลาฝีเท้ากับสถาบันแห่งนี้นานถึง 4 ปีด้วยกัน

ก่อนที่ชื่อเสียงของเขาจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตอนที่ย้ายไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015 จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติฝรั่งเศส พร้อมพาทัพตราไก่คว้ารองแชมป์ยูโร 2016

ในปี 2017 ปาเยต ย้ายกลับมาในลีกบ้านเกิดอีกครั้งกับทีมเก่าอย่างมาร์กเซย ซึ่งปัจจุบันเขายังคงเป็นตัวหลักของทีมเช่นเคย

ริยาด มาห์เรซ

สำหรับปีกจอมเทคนิคทีมชาติแอลจีเรีย อาจจะไม่ใช่นักเตะที่ฝึกฝนกับทีมอะคาเดมี่ของเลอ อาฟร์ ก็จริง แต่ มาห์เรซ ก็อยู่กับทีมมาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุเพิ่งจะ 19 ปีเท่านั้น

เขาใช้เวลาถึง 4 ปีในการพัฒนาฝีเท้า จนฟอร์มเข้าตาแมวมอง และได้ย้ายไปเล่นกับเลสเตอร์ด้วย ค่าตัวเพียง 5 แสนปอนด์ เมื่อปี 2014 ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์พา “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” ความแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015-16 ไปแบบเหนือความคาดหมายใด ๆ

ปัจจุบัน มาห์เรซ กำลังค้าแข้งอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งค่าตัวของเขาในการย้ายจากเลสเตอร์ มาเล่นกับเรือใบสีฟ้า มีมูลค่าสูงถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

เบนฌาแม็ง เมนดี้

อีกหนึ่งนักเตะที่ผ่านการฝึกศาสตร์ลูกหนังกับเลอ อาฟร์ แต่ไปโด่งดังกับมาร์กเซย ดั่งเช่น สตีฟ ม็องด็องด้า และ ดิมิทรี ปาเยต เขาคนนั่นก็คือ เบนฌาแม็ง เมนดี้

เมนดี้ เป็นเด็กสร้างของเลอ อาฟร์ พร้อมกับถูกดันขึ้นชุดใหญ่เมื่อ 2011 ก่อนจะย้ายมาเล่นให้กับ มาร์กเซย ในฤดูกาล 2013-14

จากนั้นย้ายไปคว้าแชมป์ลีก เอิง กับโมนาโก ในซีซั่น 2016-17 และโยกซบต้นสังกัดปัจจุบันอย่างแมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลต่อมา ด้วยค่าตัว 52 ล้านปอนด์

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

มีคนที่คุณคิดบ้างไหม 5ดาวรุ่งผลงานยอดเยื่ยมใน พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2019-2020

นอกจากรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมพีเอฟเอที่ถูกโหวตโดยผู้เล่นกันเอง สมาคมฟุตบอลอังกฤษยังพร้อมมอบอีกหนึ่งรางวัลที่บรรดาแข้งอายุน้อยต่างหมายปองนั่นก็คือดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี โดยงานประกาศรางวัลจะเกิดขึ้นอีกเดือนเดียวเท่านั้น แต่ใครกันคือคนที่มีผลงานโดดเด่นมากที่สุด?

1. เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์

Trent Alexander-Arnold has registered 12 assists for Liverpool this season

สำหรับปีนี้ศึก พรีเมียร์ ลีก ปีนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดร้ายแรง ลิเวอร์พูล คงจะเป็นทีมที่คว้าแชมป์ไปครอง และหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ก็คือฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็คขวาตัวเก่งประจำทีม

แม้ว่าจะอายุเพียง 21 ปี แต่เขาได้กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมและยังเป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นทัพหงส์แดงที่ลงสนามมากถึง 29 นัดในพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลนี้ (มี ฟาน ไดค์ และ ฟีร์มิโน่ ด้วย) โดยเขาทำไปแล้ว 2 ประตู กับ 12 แอสซิส และครองอันดับสองผู้ทำแอสซิสมากที่สุดในรายการ เป็นรองเพียง เควิน เดอ บรอยน์ นับว่าเป็นสถิติที่น่าทึ่งมากสำหรับวัยเพียงแค่นี้

ด้วยสถิติการจ่ายบอลในจังหวะสำคัญ 2.6 ครั้งต่อเกมคือสิ่งยืนยันความยอดเยี่ยมในการทำเกมจากริมเส้นและสร้างโอกาสให้กับทีมทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ จำเป็นต้องมีเขาเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับทีม

2. ดีน เฮนเดอร์สัน

Dean Henderson has kept 10 clean sheets in the current campaign

อีกสิ่งที่ความเซอร์ไพรซ์ให้กับ พรีเมียร์ ลีก ปีนี้ก็คือ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมที่เพิ่งจะเลื่อนชั้นมาเล่นบนลีกสูงสุดและตอนนี้พวกเขากำลังครองอันดับ 7 ของตารางอยู่ ในขณะที่ สเปอร์ส และ อาร์เซน่อล สองยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอนอยู่ที่ 8 และ 9 ของตาราง

หากดูจากสถิติแล้วสิ่งที่ทำให้ทีมดาบคู่มาถึงจุดนี้ได้ก็คงเป็นเรื่องเกมรับ พวกเขาเสียประตูน้อยกว่าทีมที่อยู่อันดับเหนือกว่าอย่าง แมนฯ ซิตี้, เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด, วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งสาเหตุที่เกมรับของพวกเขามีสถิติที่ไม่ธรรมดาก็คือ ดีน เฮนเดอร์สัน นายทวารดาวรุ่งที่ยืมตัวมาจากทีมปีศาจแดง

แม้จะเคยทำผิดพลาดในนัดที่พบกับ ลิเวอร์พูล แต่จากที่ลงสนามมาแล้วทั้งหมด 27 นัดในปีนี้เขาเก็บคลีนชีทไปแล้ว 10 ครั้ง เสียประตูไปเพียง 22 ประตูและเซฟไปแล้วมากถึง 70 ครั้ง ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ หากเขายังคงโชว์ฟอร์มเก่งเช่นนี้ต่อไปก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะถูกเรียกตัวกลับ โอล์ด แทร็ฟฟอร์ด เพื่อทำหน้าที่แทน ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูของทีมที่ใกล้หมดสภาพ

3. แทมมี่ อับราฮัม

Tammy Abraham has been one of the Premier League

หลังจากที่ระเบิดฟอร์มทำประตูให้กับ แอสตัน วิลล่า ถึง 26 ประตูในศึกแชมเปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เชลซี ก็ดึงตัวกลับสโมสรเพื่อแก้วิกฤติติดแบนซื้อตัวนักเตะ แต่ดูเหมือนว่าช่วงแรกเขาจะยังไม่พร้อมแบกรับภาระดาวยิงแห่งทัพสิงโตน้ำเงินคราม

แทมมี่ อับราฮัม ใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อปรับตัวก่อนจะสร้างปรากฏการณ์ 7 ประตูใน 3 นัดติดต่อกันและดูเหมือนว่าอะไรก็หยุดการทำพังประตูของเขาไม่อยู่

แข้งวัย 22 ทำไปแล้ว 13 ประตูในศึกพรีเมียร์ ลีก และ 2 ประตูในพรีเมียร์ ลีก กับอีก 4 แอสซิส และยังเคยติดอันดับดาวยิงสูงสุดในพรีเมียร์ ลีก ทุกอย่างกำลังไปได้ดีสำหรับดาวรุ่งรายนี้ แต่ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้เขาต้องพบกับอาการบาดเจ็บและหยุดสถิติพังประตูไปตั้งแต่ต้นเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา

ล่าสุดยังไม่มีรายงานยืนยันออกมาว่าดาวยิงคนนี้จะกลับมาช่วยทีมได้เมื่อไหร่ โดยหากกลับมายิงประตูได้เช่นเดิมโอกาสในการคว้ารางวัลยอดดาวรุ่งก็น่าลุ้นเช่นกัน

4. มาร์คัส แรชฟอร์ด

Marcus Rashford has enjoyed the best season of his career in 2019-20

แม้ว่าก่อนหน้านี้ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะยังหาฟอร์มเก่งไม่ได้แต่ในที่สุดฤดูกาลนี้เขาก็สามารถโชว์ผลงานได้ดีกว่าเก่าอย่างผิดหูผิดตา

ช่วงแรกๆ แรชฟอร์ด ถูกจับไปเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าและดูเหมือนว่ามันจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่ เพราะมันใช่ตำแหน่งที่เขาจะสามารถโชว์ความเร็วและทักษะได้ดั่งใจ แต่ภายหลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็แก้ปัญหานั้นด้วยการจับเขาย้ายไปเล่นที่ริมซ้ายซึ่งนั่นเป็นที่ๆ เขาจะสามารถโชว์ศักยาภาพได้อย่างเต็มที่

หลังจากที่เจอตำแหน่งที่ใช่แล้วเขาก็ยิงไปแล้ว 19 ประตูในทุกรายการจากการลงสนามไป 31 เกม ซึ่งถือว่าดีที่สุดในอาชีพของเขาแล้ว นอกจากนั้นเขายังเป็นคนยิงประตูสำคัญๆ อย่างการเจอกับ ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาแล้ว ยังไม่เว็บไซต์ชื่อดังยังยกให้เขาเป็นแมนออฟเดอะแมทซ์มาแล้ว 7 นัด

ดูเหมือนทุกอย่างจะไปได้สวยเขาคือหนึ่งในแนวรุกที่อันตรายที่สุดใน พรีเมียร์ ลีก แต่โชคชะตากลับเล่นงานเขาด้วยอาการบาดเจ็บที่หลัง ซึ่งหากเขาหายกลับมาทำประตูไม่ทันก่อนจบฤดูกาล รางวัลนี้ก็ดูเหมือนว่าจะคว้ามาไม่ได้ง่ายๆ แน่นอน

5. อารอน วาน-บิสซาก้า

Aaron Wan-Bissaka has kept great attackers like Raheem Sterling quiet this season

อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็คขวาค่าตัว 50 ล้านปอนด์ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัวมาจาก คริสตัล พาเลซ ในช่วงแรกนั้นมีกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับความคุ้มราคาแข้งรายนี้อยู่อยู่บ้างแต่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนไม่คิดเช่นนั้นกันแล้ว

โดยผลงานตลอดฤดูกาลนี้เขามีค่าเฉลี่ยแทคเคิ่ลสำเร็จ 3.8 ครั้งต่อเกม ตัดบอลสำเร็จ 2 ครั้งต่อเกม และยังโชว์ความแข็งแกร่งด้วยการหยุดยอดแนวรุกแห่งพรีเมียร์ ลีก อย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง ดิโอโก โชต้า และเปโดร ได้อยู่หมัด นี่สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเขาคือแบ็คขวาที่เล่นเกมรับได้ดีที่สุดคนหนึ่งของลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ไม่แปลกเลยที่แข้งวัย 22 รายนี้จะมีชื่อลุ้นยอดดาวรุ่งแห่งปีพรีเมียร์ ลีก

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

”ดีทมาร์ ฮอปป์”ชื่อนี้ที่แฟนบุนเดสลีก้าชังยิ่งหนัก ??

เมื่อราวๆสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ลีกฟุตบอลที่คนเยอรมันภาคภูมิใจอย่างบุนเดสลีก้าได้ถูกพูดถึงในมุมที่เสื่อมเสียไปทั่วโลก จากพฤติกรรมการประท้วงของแฟนบาเยิร์น มิวนิคที่มีต่อ “ดีทมาร์ ฮอปป์” เจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งและมีภูมิหลังมากมายให้ค้นหา

ฮอปป์เกี่ยวโยงกับฟุตบอลเยอรมันมายาวนานกว่า 30 ปี และฮอฟเฟ่นไฮม์เองก็เป็นทีมกลางๆ เหตุใดทีมมหาอำนาจของลีกอย่างบาเยิร์น มิวนิคและดอร์ทมุนด์ถึงต้องมาจงเกลียดจงชังทีมที่มีระดับต่ำกว่าพวกเขาแบบนี้แถมยังมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปในวงกกว้างกว่าที่เห็นและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกทีด้วย?

เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นหลัง “เสือใต้” ขึ้นนำ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไปแล้วถึง 6-0 โดยแฟนบอลบางส่วนของทีมเยือนได้ขึ้นแบนเนอร์ด่าเจ้าของสโมสรเจ้าถิ่นเป็นภาษาเยอรมันว่า “ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยน สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันผิดคำสัญญา ไอ้ฮอปป์ก็ยังเป็นไอ้ลูกกะหรี่เหมือนเดิม”

ทำให้นักเตะบาเยิร์นทั้งทีมวิ่งไปขอร้องแฟนของพวกเขาให้หยุดการกระทำดังกล่าว เช่นเดียวกับ รุมเมนิกเก้ ประธานสโมสรบาเยิร์น ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา และโอลิเวอร์ คาห์น ที่ต่างเดินไปขอให้แฟนนำแบนเนอร์ที่หยาบคายดังกล่าวลง

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการกลับมาลงสนามกันอีกครั้ง แต่นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างเลือกเคาะบอลเล่นกันจนหมดเวลาการแข่งขัน เพื่อเป็นการตอบโต้และแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของแฟนบอลกลุ่มดังกล่าว ซึ่ง ฮอปป์ที่เขามาชมเกมนี้ในห้องวีไอพีถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ จนรุมเมนิกเก้ ประธานเสือใต้ต้องเข้าปลอบด้วยความเห็นใจ ก่อนเจ้าตัวจะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ถ้าผมรู้ได้ว่าพวกคนงี่เง่าพวกนี้ต้องการอะไรจากผม มันคงจะเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับผมที่จะเข้าใจ”

“ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับผม มันทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาอันมืดมน”

“ผมไม่ต้องการพูดถึงคนเหล่านี้ มันไร้ประโยชน์ พวกเขาเหมือนอยู่ในโลกอื่น ผมไม่ต้องการพูดคุยกับพวกเขา ไม่เลย ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรกับพวกเขา”

“ทำไมผมจะไม่ไปสนามอีกแล้วล่ะ? ไอ้คนพวกนี้ต่างหากที่ควรไปให้ไกลๆ”

เช่นกันกับในเกมที่เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน ที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ลงฟาดแข้งกับไฟร์บวร์ก มีแฟนบอลจำนวนมากจากฝั่งทิศใต้ตะโกนเรียก ฮอปป์ว่าเป็น”ไอ้ลูกกระหรี่” ทั้งๆที่เกมดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฮอฟเฟ่นไฮม์แต่อย่างใดเลย

คำถามคือ “ดีทมาร์ ฮอปป์” ทำผิดอะไรและมันร้ายแรงขนาดไหนกัน?

ดีทมาร์ ฮอปป์ คือใคร?

ดีทมาร์ ฮอปป์เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลในฐานะเจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ในบุนเดสลีก้า อดีตเคยเป็นนักเตะเยาวชนให้กับสโมสรท้องถิ่นชื่อ TSG Hoffenheim ซึ่งเป็นทีมระดับ “หมู่บ้าน” , เป็นเจ้าของบริษัทร่วมซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ในชื่อ SAP เมื่อปี 1972

มีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ราวๆ 15.9 พันล้านดอลล่าสหรัฐ ตามอ้างอิงจาก Forbes นับว่าเป็นนึกในเศรษฐีที่รวยที่สุดในเยอรมัน ก่อนรีไทร์จาก SAP ในช่วงกลางปี 2000 เพื่อหันมาเอาดีในการกุศลกับโครงการ “มูลนิธิดิทมาร์ ฮอปป์”

และจากความที่เคยเป็นนักฟุตบอลเก่ามาก่อน ใจที่รักกีฬาอยู่แล้วได้จุดความคิดให้ฮอปป์หันมาลงทุนกับฮอฟเฟ่นไฮม์เมื่อปี 1990 ซื้อหุ้น 100% ของสโมสรมาบริหารเอง และด้วยความที่มีเงินทุนเยอะอยู่แล้ว เขาจึงตั้งใจที่จะพาทีมเล็กๆ ทีมหมู่บ้านอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์ไต่จากดิวิชั่น 9 ที่เล่นอยู่ให้ขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดอย่างบุนเดสลีก้าให้ได้

ฮอฟเฟ่นไฮม์ค่อยๆเลื่อนชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ สตาร์ทจากดิวิชั่น 9 ย้ำอีกที่ว่าดิวิชั่น 9 ! ความตั้งใจของเขาที่อยากผลักดันทีมเล็กๆในหมูบ้านที่เขาเติบโตมานี้ ได้เป็นแรงผลักดันให้เจ้าตัวสู้ไม่ถอย

จนกระทั่งการมาของกุนซืออย่าง ราล์ฟ รังนิคเมื่อปี 2006 ประกอบกับการทุ่มซื้อตัวผู้เล่นฝีเท้าดีเข้ามาเสริมแกร่งให้กับทีมตามระดับชั้นที่เล่น จนส่งผลให้ทีมหมู่บ้านที่คนไม่เคยเหลียวมองอย่างฮอฟฟเฟ่นไฮม์สามารถเลื่อนชั้นๆแบบรัวๆปีต่อปีจนขึ้นมาเหยียบบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2008

โดยในช่วงที่ยังเล่นอยู่ดิวิชั่นล่างๆ , ฮอฟเฟ่นไฮม์ประจำรังเหย้าที่สนาม ดิทมาร์-ฮอปป์-สตาดิโอน มีความจุผู้ชมอยู่ที่ 5000 คนเท่านั้น จึงทำให้พวกเขาต้องการสเตเดียมแห่งใหม่เพื่อต้อนรับการเป็นทีมบนลีกสูงสุด ฮอปป์จึงไม่รอช้าจัดการควักเงินตัวเองกว่า 80 ล้านปอนด์เพื่อช่วยเนรมิตสนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีความจุ 30,150 ขึ้นมาให้ไม่ต้องอายใคร พร้อมเป้าหมายที่จะปักหลักเป็นทีมประจำในบุนเดสลีก้าให้ได้

สู่ประเด็นสำคัญ : แล้วทำไมแฟนบอลบุนเดสต้องเกลียดจนถึงขั้นด่าทอเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่นนั้น

เรื่องมันเกิดจากที่ว่าฮอฟเฟ่นไฮม์นั้นไม่เหมือนสโมสรอื่นที่ปฎิบัติตามกฏ 50+1 นั่นเอง โดยกฏ 50+1 นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้แน่ใจว่าแฟนบอลนั้นจะได้เป็นเจ้าของสโมสรร่วม และสโมสรจะไม่ตกอยู่ในการตัดสินใจของใครแต่เพียงผู้เดียว

รูปแบบการถือครองสโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ต้องอิงกับกฎ 50+1 ซึ่งหมายความว่า บริษัทเอกชน สามารถถือหุ้นสโมสรได้สูงสุดแค่ 49% โดย 51% ที่เหลือต้องเป็นของแฟนบอล และด้วยหุ้นที่มีอยู่ 51% ทำให้แฟนบอลสามารถออกเสียง, เข้าไปนั่งในบอร์ดบริหาร และมีส่วนช่วยกับการตัดสินใจต่างๆทั้งหมดของสโมสร

แต่กับฮอฟเฟ่นไฮม์ พวกเขามีฮอปป์เป็นผู้ถือหุ้นสูงถึง 96 % และที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะในกฎนั้นมีเงื่อนไขที่ว่าบริษัทเอกชนใดก็ตามที่ถือหุ้นถึง 49 % เป็นเวลานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน จะสามารถฮุบสโมสรไว้แต่เพียงผู้เดียวได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการที่จะมีใครถือหุ้นถึง 49 นั้นก็ยากมากแล้ว ไหนจะต้องลากยาวกันถึง 20 ปีอีก เรื่องแบบนี้จึงไม่ได้จะเกิดขึ้นง่ายๆสักทีเดียว

และจากอำนาจตรงนี้ ฮอปป์สามารถใช้เงินถุงของเขาช่วยเปลี่ยนทีมหมู่บ้านธรรมดาๆให้กลายเป็นทีมบนลีกสูงสุดในลีกใหญ่อย่างบุนเดสลีก้า แถมยังผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อปี 2018 ภายใต้การคุมทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์

ด้วยประชากรในฮอฟเฟ่นไฮม์ที่มีเพียง 3,272 คน รวมถึงเมืองซินส์ไฮม์ที่ตั้งของ สนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีผู้อาศัยจำนวนแค่ 35,442 คนเท่านั้น หากปราศจากการยื่นมือเข้ามาของ ฮอปป์ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่สโมสรจากเมืองเหล่านี้จะสามารถกลายมาเป็นขาประจำในบุนเดสลีก้าและมีสเตเดียมที่มีความจุเกิน 3 หมื่นที่นั่งเป็นของตัวเองเช่นนี้

ผลจากตรงนี้เอง ทำให้แฟนบอลจากสโมสรอื่นในบุนเดสลีก้ามองว่าฮอปเฟ่นไฮม์นั้นเป็น “สโมสรพลาสติก” เหมือนกับอาร์เบ ไลป์ซิกที่ใช้เงินเข้ามาทุ่มซื้อความสำเร็จ เพราะรากฐานของฟุตบอลเยอรมันนั้นเน้นย้ำในแง่ของเรื่องความแฟร์ ทุกสโมสรจะไม่มีการทุ่มเงินโป้งเดียวรวย ผู้บริหารสโมสรต้องโชว์ความสามารถในการจัดการอย่างเดียวเท่านั้นในการทำให้ทีมเติบโตขึ้น

และสาวก”เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์คือเหล่าแฟนบอลที่เริ่มโจมตีการกระทำของฮอปป์ บ่อยครั้งที่พวกเขาจะหยิบแบนเนอร์ต่อต้านฟุตบอลสมัยใหม่ขึ้นมา ในขณะที่เมื่อปี 2008 ก็มีการเดินขบวนจากแฟนดอร์ทุมนด์ชูป้ายที่มีเป้าเล็งอยู่บนหน้าของฮอปป์ให้เห็นเป็นครั้งแรก

จากความเกลียดชังของแฟนดอร์ทมุนด์ เหตุการณ์เริ่มต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทีมงานของฮอฟเฟ่นไฮม์ถูกด่าทอจากสแตนด์แฟนบอลของดอร์ทมุนด์ในเกมที่ทั้งคู่ลงเจอกันเมื่อปี 2011 จนฮอปป์ต้องออกมาวิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “น่าอัปยศ”

การประท้วงในทำนองนี้ยังคงสืบเนื่องมาเรื่อย จนทางสมาคมฟุตบอลเยอรมันต้องออกมาห้ามปรามและกำหนดบทลงโทษห้ามไม่ให้แฟนบอลเสือเหลืองเข้าชมเกมปะทะฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นเวลา 2 ปี ฉีกกฎที่สมาคมฟุตบอลเยอรมันเคยกล่าวไว้ว่าจะไม่ลงโทษผู้กระทำผิดแบบเหมารวม จะมีการตัดสินลงโทษแฟนบอลเป็นรายบุคคลเท่านั้น

ทว่า การลงโทษดังกล่าวกลับไม่ได้ลดละความเกลียดชังให้หายไปได้เลย เมื่อสโมสรอื่นๆก็ต่างมีการแสดงออกด้วยการประท้วงไม่พอใจกับสถานะของฮอปป์ ซึ่งสามารถพบเห็นแฟนๆออกมาต่อต้านได้ในทั้ง 3 ลีกบนของเยอรมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกมที่ถูกพูดถึงมากที่ก็คงหนีไม่พ้นเกมที่จบลงด้วยการเคาะบอลไปมาของนักเตะ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลแดนไส้กรอก ที่บาเยิร์น มิวนิคบุกไปถล่มฮอฟเฟ่นไฮม์คารัง 6-0

สิ่งที่สาวกบาเยิร์น,ดอร์ทุมนด์ รวมถึงแฟนบอลบุนเดสลีก้าทั้งหลายกลัวคืออะไร?

อย่างที่กล่าวข้างต้น สโมสรในเยอรมันจะต้องเป็นของแฟนบอลอย่างน้อย 51 % เพื่อเป็นการทำให้แน่ใจว่าสโมสรจะไม่ตกอยู่ในมือนักลงทุนเศรษฐีชาวต่างชาติที่จ้องจะมาเทคโอเวอร์สโมสรในแดนขี้เมา ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นท้องถิ่นและเอกลักษณ์ของสโมสรเยอรมันเอาไว้ไปสู่รุ่นต่อรุ่น อีกทั้งยังเพิ่มน้ำหนักเสียงของแฟนบอลเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร รวมถึงปกป้องหากมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

โดยมีข้อยกเว้นในกรณีพิเศษอยู่บ้างกับทีมอย่างโวล์ฟบวร์กและไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งเป็นทีมที่แต่เดิมก่อตั้งขึ้นมาจากเหล่าพนักงานในบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่ อย่างบริษัทผลิตรถยนต์โฟล์กสวาเก้นและบริษัทยาไบเออร์ตามลำดับ จึงไม่ได้ผิดกฏใดๆเพราะทั้งสองบริษัทได้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสรมานานหลายสิบปีแล้ว

ขณะที่ไลป์ซิกเองค้นพบวิธีหลีกเลี่ยงกฏดังกล่าว ด้วยการใช้ผู้ถือหุ้นเพียง 17 ราย ซึ่งเป็นคนจากเร้ดบูลล์ทั้งหมด ส่วนเคสของฮอปป์สามารถฮุบสโมสรเกิน 50 % ได้เพราะเขาได้ถือหุ้นของสโมสรเป็นจำนวนมากถึง 49 % มานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน

กฎ 50+1 ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้แฟนบอลมีอำนาจเหนือกว่ากลุ่มผู้บริหาร ยกตัวอย่างบาเยิร์น มิวนิคที่มีสมาชิกราว 300,000 คนทั่วโลกที่ลงทุนร่วมกับทีม บวกกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างอัลลิอันซ์,ออดี้,และกาตาร์ แอร์เวย์ส ที่แบ่งกันถือหุ้นในอีก 49 % ที่เหลือของสโมสรเอาไว้ ก็ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนๆอุลตร้าส์ของทัพเสือใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับทีมของพวกเขา ที่ถาโถมมุ่งไปที่ธุรกิจและการตลาดมากจนเกินไป

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบุนเดสลีก้าเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดก็คือ การที่สโมสรอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์มีเจ้าของทีมอย่างฮอปป์ที่มีอำนาจในการขายทีมทิ้งให้กับใครก็ได้ ในวันหนึ่งหากเขาเกิดไม่แยแสขึ้นมา

หลายฝ่ายกลัวว่าจะมีเหล่าเศรษฐีคิดนำเอาโมเดลนี้ไปทำตาม บุกไปซื้อหุ้นทีมสโมสรเล็กๆ และใช้เวลา 20 ปีปั้นขึ้นมาเพื่อรอขายได้กำไร จนสุดท้ายความเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลเยอรมันก็จะหมดไปเพราะตกอยู่ในน้ำมือของชาวต่างชาติ และพวกเขาย่อมยอมไม่ได้ที่จะเห็นบุนเดสลีก้าที่เป็นลีกแห่งความภาคภูมิใจถูกนักลงทุนต่างชาติยึดครอง

ทั้งนี้เองเรื่องนี้ก็มองได้หลายแบบ ฮอปป์ เองก็ไม่ได้ผิดหรือละเมิดกฎใดๆ เขาแค่มีใจรักฟุตบอลอยากจะทำทีมบ้านเกิดให้ยิ่งใหญ่อย่างตั้งใจ พิสูจน์จากทุกอย่างที่เขาสร้างให้ฮอฟเฟ่นไฮม์ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่รักจริงคงไม่เดินกันมาไกลถึงขนาดนี้

หรือทางฝั่งแฟนบอลเองที่ก็แค่มีฟุตบอลอยู่ในสายเลือดไม่ต้องการเห็นความภูมิใจของพวกเขาถูกคนนอกเข้ามายึดครองหรือถูกทำลายจนต้องเสียเอกลักษณ์ที่รักษากันมายาวนานไปเท่านั้นเอง

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

เปิดสถิติอันดับทีมที่มีประวัติไร้พ่ายทั้งหมดในเกมพรีเมียร์ลีก

ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลภายใต้กุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ เกือบจะพาทีมไปฝั่งฝันด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย แต่กลับต้องแพ้ให้ทีมหนีตกชั้นอย่างวัตฟอร์ด

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อด้วยการไร้พ่ายในลีกถึง 44 นัด และหากนับตามปีปฏิธิน พวกเขาก็ไม่แพ้ใครมาแล้วมากกว่า 1 ปีเต็ม ๆ

จากประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา มีสุดยอดทีมผุดขึ้นมาหลายต่อหลายทีม และพวกเขาเหล่านั้นก็ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งทั้งหมด

และนี่คือ 10 ทีมในลีกสูงสุดของอังกฤษที่ทำสถิติไร้พ่ายได้ยาวนานที่สุดตามลำดับ


อันดับ 9 ร่วม: น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ – 25 นัด (1995)

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เป็นหนึ่งในสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ และยังเป็นหนึ่งใน 6 สโมสรของเกาะอังกฤษที่เคยคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ หรือแชมเปี้ยนส์ ลีกในปัจจุบัน

และพวกเขาก็เคยมีช่วงเวลาที่เหมือนกับสรวงสวรรค์ในช่วงนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาในตอนนี้จะกลายเป็นทีมเล็ก ๆ ในแชมเปี้ยนชิพก็ตาม

พวกเขาทำสถิติไร้พ่ายที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมเมื่อปี 1995 และยิ่งน่าสนใจกว่านั้นเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดในฤดูกาล 1994/98 และจบอันดับสามในลีก และจนถึงตอนนี้นี่คืออันดับที่ดีที่สุดสำหรับสโมสรที่เพิ่งเลื่อนชั้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1995 กับฤดูกาลที่เหลือการแข่งขันเพียง 1 ใน 4 พวกเขาทำสถิติไร้พ่ายได้สำเร็จรวม 25 นัด โดยมีแข้งคนสำคัญอย่าง สแตน คอลลีมอร์ ร่วมทัพ

สุดท้ายพวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของแบล็คเบิร์น โรเวอร์สที่อีวูด พาร์ค ที่ถล่มฟอเรสต์ไปเละเทะ 7-0 วันที่ 18 พฤศจิกายน 1996 และนับเป็นผลการแข่งขันที่ห่างที่สุดในฤดูกาลนั้น


อันดับ 9 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 25 นัด (2016/17)

แมนเชสเตอ์ ยูไนเต็ดมีหนึ่งในฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดหลังจากการวางมือไปของยอดบรมกุนซืออย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับฤดูกาล 2016/17 ภายใต้กุนซือจอมอหังการ์ โชเซ่ มูรินโญ่

พวกเขาคว้าสามแชมป์ในปีนั้นทั้งคอมมูนิตี้ ชิลด์, คาราบาว คัพ และแชมป์ยุโรปถ้วยเล็ก ยูโรป้า ลีก

พวกเขาจบอันดับหกในพรีเมียร์ลีก แต่น่าสนใจว่าพวกเขาพบกับความพ่ายแพ้เพียง 5 นัดในฤดูกาลนั้น โดยเป็นรองเพียงท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ที่ที่แพ้น้อยกว่า

ความพ่ายแพ้ต่อเชลซี 4-0 ทำให้พวกเขาหยุดสถิติไร้พ่าย 25 นัด และหลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ 2 นัดติดโดยพ่ายท็อตแน่ม 2-1 ที่ไวต์ ฮาร์ท เลน


อันดับ 6 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 29 นัด (2010/11)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะมีสถิติที่ยอดเยี่ยมต่าง ๆ มากมาย และคราวนี้ก็เป็นคิวของฤดูกาล 2010/11 ที่พวกเขาไม่แพ้ใครในลีกถึง 29 นัด

พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างแข็งแกร่ง จนมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลที่ต้องพ่ายให้กับวูลฟ์สแฮมป์ตัน 2-1 ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2011 และทำให้พวกเขาพลาดเข้าทำเนียบ 5 สโมสรที่ทำสถิติไร้พ่าย 30 นัด


อันดับ 6 ร่วม: เชลซี – 29 นัด (2007/08)

เชลซีเป็นอีกหนึ่งทีมที่ติดรายชื่อนี้ถึงสองครั้ง หลังจากประกาศความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ช่วงเริ่มศตวรรษที่ 21

ฤดูกาล 2007/08 เป็นหนึ่งในปีที่พวกเขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นตัวเต็งในลีกมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย พวกเขาเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกไปจนถึงลีก คัพ

แต่น่าเสียดายที่พวกเขากลับไม่ได้ถ้วยติดไม้ติดมือแม้แต่ถ้วยเดียวในรอบ 4 ปี

พวกเขาจบอันดับสองในลีกตามหลังยูไนเต็ด และยังแพ้นัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกให้กับปีศาจแดงที่กรุงมอสโคว์ด้วยการดวลลูกที่จุดโทษ

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เป็นทีมสุดแกร่งในฤดูกาลนั้น โดยพวกเขาไม่แพ้ใครในช่วง 21 นัดสุดท้าย ก่อนจะไปสานต่อในฤดูกาล 2008/09 ภายใต้กุนซือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ จนมาจบลงที่ 29 นัด

และเป็นลิเวอร์พูลที่หยุดสถิตินั้นได้ด้วยการบุกไปชนะที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ 1-0 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2008


อันดับ 6 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 29 นัด (1998/99)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 1998/99 กับทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และแชมเปี้ยนส์ ลีก และเป็นเพียงทีมเดียวในอังกฤษจนถึงตอนนี้ที่คว้าสามแชมป์ระดับทวีป

ทีมของพวกเขาประกอบไปด้วย ‘คลาส ออฟ 92’ พร้อมกับการนำทีมของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ทั้งหมดเริ่มจากผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังก่อนช่วงพักหนีหนาว จากผลเสมอ 3 นัดติด ก่อนที่จะพ่ายคาบ้านให้กับมิดเดิลสโบรห์ 2-3

แต่หลังจากนั้นพวกเขากลับไม่แพ้ใครเลย และได้ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกสมัยที่ 5 ในเวลาต่อมา

ฤดูกาล 1999/2000 ก็เริ่มได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ต้องหยุดเส้นทางไร้พ่ายไป 29 นัด ที่บุกไปเยือนเชลซีและโดนถล่มยับ 5-0 แบบหาทางกลับบ้านไม่ถูก


อันดับ 4 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – 30 นัด (2017/18)

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในลีกสูงสุดของอังกฤษได้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการคว้าแชมป์ลีกฤดูกาล 2011/12 และทำได้อีก 3 สมัยจาก 8 ปีหลังจากนั้น

พวกเขาโชว์ฟอร์มถึงจุดสูงสุดได้ในฤดูกาล 2017/18 และทำลายสถิติพรีเมียร์ลีกมากมายทั้งทำแต้มมากสุด (100 แต้ม), เก็บแต้มนอกบ้านได้มากที่สุด (50 แต้ม), คว้าชัยมากสุด (32 นัด), คว้าชัยเกมเยือนมากสุด (16 นัด), ทำประตูมากสุด (106 ประตู), มีผลต่างประตูได้เสียดีที่สุด (+79 ประตู) และคว้าชัยในลีกมากสุด (18 นัด)

รวมทั้งพวกเขายังไม่แพ้ใครในลีกได้ถึง 30 นัดติดต่อกัน โดยนับเป็นชัยชนะถึง 26 นัด

หลังจากเสียไปเพียง 8 คะแนนจนถึงช่วงปีใหม่ ลิเวอร์พูลก็เป็นทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้พวกเขาได้สำเร็จด้วยผลการแข่งขัน 4-3 ที่สนามแอนฟิลด์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2018


อันดับ 4 ร่วม: อาร์เซน่อล – 30 นัด (2001/02)

ตั้งแต่การย้ายเข้ามาคุมทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ เมื่อฤดูกาล 1996/97 เขากลายสภาพปืนใหญ่ให้เป็นหนึ่งในสุดยอดทีมแห่งยุค แต่โชคร้ายที่พวกเขาต้องมาเจอกับก้างชิ้นโตอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในฤดูกาล 2001/02 พวกเขาปาดหน้าแชมป์เก่าปีศาจแดงขึ้นมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยคะแนนห่างถึง 7 แต้ม และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดถ้วยที่สองในประวัติศาสตร์ทีม

พวกเขาคว้าชัยชนะ 20 นัดติดต่อกันโดยเริ่มจากเกมที่เอาชนะนิวคาสเซิ่ล 3-1 ที่สนามไฮบิวรี่ ก่อนที่จะลากยาวมาจนถึงฤดูกาลใหม่

ก่อนจะโดนเด็กนรก ที่จะขึ้นมาเป็นตำนานทีมชาติอังกฤษอย่าง เวย์น รูนี่ย์ วัย 16 ปีซัดประตูแรกของเจ้าตัวในลีกสูงสุดช่วงนาทีที่ 90 ให้เอฟเวอร์ตันเอาชนะไป 2-1 ที่กูดิสัน พาร์ค


อันดับ 3: เชลซี – 40 นัด (2004/05)

โชเซ่ มูรินโญ่ สร้างชื่อให้กับตัวเองในพรีเมียร์ลีกกับเชลซีในฤดูกาลแรกตั้งแต่ย้ายเข้ามาคุมทีมด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2004/05 และยังถล่มบัลลังก์ของอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย

เชลซีเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการไม่แพ้ใครถึง 8 นัด ก่อนที่จะพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ด้วยการทำสถิติไม่แพ้ใครอีก 29 นัด และคว้าแชมป์ลีกไปได้ถึงแม้จะเหลือการแข่งขันอยู่อีกถึงสามนัด

ในฤดูกาล 2005/06 พวกเขาก็ยังทำผลงานได้ดีในช่วงต้น โดยคว้าชัยชนะ 9 นัดติดต่อกัน ทำให้พวกเขาไม่แพ้ใครในลีกไปแล้ว 40 นัด ก่อนที่จะโดนขาใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหยุดสถิติด้วยการเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ดเอาชนะไป 1-0 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2005


อันดับ 2: ลิเวอร์พูล – 44 นัด (2019/20)

หลังจากทำผลงานสุดยอดด้วยการคว้าแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน พวกเขาเหมือนกับหงส์ติดไอพ่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แต่ใครจะไปเชื่อว่าพวกเขาจะทำผลงานได้สุดยอดในฤดูกาลนี้

ณ ปัจจุบัน (2 มีนาคม 2020) ลิเวอร์พูลทำสถิติไม่แพ้ใครในลีก 44 นัดหากนับรวมฤดูกาลก่อน และฤดูกาลนี้พวกเขาก็เสียแต้มให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพียงทีมเดียว ก่อนจะโดนวัตฟอร์ดเปิดบ้านถล่มแบบพลิกล็อคถึง 3-0

แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาแทบจะไม่ต้องกังวลถึงการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดที่พวกเขารอมากว่า 30 ปี ที่พวกเขาทิ้งห่างทีมอันดับสองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 22 แต้ม โดยเหลือโปรแกรมการแข่งขันอีกเพียง 10 นัดเท่านั้น


อันดับ 1: อาร์เซน่อล – 49 นัด (2003/04)

ก่อนหน้านั้น มีเพียงแฟนบอลของ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ ที่ต่างภาคภูมิใจว่าพวกเขาคือสโมสรเดียวที่คว้าแชมป์ลีกแบบไม่แพ้ใครตลอดฤดูกาล 1888/89

แต่สถิติดังกล่าวต้องถูกเทียบเท่าหรือแซงหน้าด้วยยอดทีม ‘ไร้พ่าย’ ในขณะนั้นอย่างอาร์เซน่อล ที่มีกำลังหลักทั้ง เดนนิส เบิร์กแคมพ์, เธียร์รี่ อองรี, ปาทริค วิเอร่า, แอชลี่ย์ โคล, เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก และอื่น ๆ อีกมากมาย

นับตั้งแต่สองเกมสุดท้ายในฤดูกาล 2002/03 ตลดจนอีก 9 นัดในฤดูกาล 2004/05 พวกเขาไม่แพ้ใครในลีกถึง 49 นัด โดยนับตั้งแต่วันที่ 7 พฤศภาคม – 24 ตุลาคม 2004 นับเป็นระยะเวลาถึง 1 ปีครึ่งที่ครองความยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

สถิติดังกล่าวต้องจบลงด้วยน้ำมือของคู่ปรับสูงสุดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมที่ได้ชื่อว่าเดือดที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

holidaypp 063-1322218
line holiday
change_history