มีคนที่คุณคิดบ้างไหม 5ดาวรุ่งผลงานยอดเยื่ยมใน พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2019-2020

นอกจากรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมพีเอฟเอที่ถูกโหวตโดยผู้เล่นกันเอง สมาคมฟุตบอลอังกฤษยังพร้อมมอบอีกหนึ่งรางวัลที่บรรดาแข้งอายุน้อยต่างหมายปองนั่นก็คือดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี โดยงานประกาศรางวัลจะเกิดขึ้นอีกเดือนเดียวเท่านั้น แต่ใครกันคือคนที่มีผลงานโดดเด่นมากที่สุด?

1. เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์

Trent Alexander-Arnold has registered 12 assists for Liverpool this season

สำหรับปีนี้ศึก พรีเมียร์ ลีก ปีนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดร้ายแรง ลิเวอร์พูล คงจะเป็นทีมที่คว้าแชมป์ไปครอง และหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ก็คือฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็คขวาตัวเก่งประจำทีม

แม้ว่าจะอายุเพียง 21 ปี แต่เขาได้กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมและยังเป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นทัพหงส์แดงที่ลงสนามมากถึง 29 นัดในพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลนี้ (มี ฟาน ไดค์ และ ฟีร์มิโน่ ด้วย) โดยเขาทำไปแล้ว 2 ประตู กับ 12 แอสซิส และครองอันดับสองผู้ทำแอสซิสมากที่สุดในรายการ เป็นรองเพียง เควิน เดอ บรอยน์ นับว่าเป็นสถิติที่น่าทึ่งมากสำหรับวัยเพียงแค่นี้

ด้วยสถิติการจ่ายบอลในจังหวะสำคัญ 2.6 ครั้งต่อเกมคือสิ่งยืนยันความยอดเยี่ยมในการทำเกมจากริมเส้นและสร้างโอกาสให้กับทีมทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ จำเป็นต้องมีเขาเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับทีม

2. ดีน เฮนเดอร์สัน

Dean Henderson has kept 10 clean sheets in the current campaign

อีกสิ่งที่ความเซอร์ไพรซ์ให้กับ พรีเมียร์ ลีก ปีนี้ก็คือ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมที่เพิ่งจะเลื่อนชั้นมาเล่นบนลีกสูงสุดและตอนนี้พวกเขากำลังครองอันดับ 7 ของตารางอยู่ ในขณะที่ สเปอร์ส และ อาร์เซน่อล สองยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอนอยู่ที่ 8 และ 9 ของตาราง

หากดูจากสถิติแล้วสิ่งที่ทำให้ทีมดาบคู่มาถึงจุดนี้ได้ก็คงเป็นเรื่องเกมรับ พวกเขาเสียประตูน้อยกว่าทีมที่อยู่อันดับเหนือกว่าอย่าง แมนฯ ซิตี้, เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด, วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งสาเหตุที่เกมรับของพวกเขามีสถิติที่ไม่ธรรมดาก็คือ ดีน เฮนเดอร์สัน นายทวารดาวรุ่งที่ยืมตัวมาจากทีมปีศาจแดง

แม้จะเคยทำผิดพลาดในนัดที่พบกับ ลิเวอร์พูล แต่จากที่ลงสนามมาแล้วทั้งหมด 27 นัดในปีนี้เขาเก็บคลีนชีทไปแล้ว 10 ครั้ง เสียประตูไปเพียง 22 ประตูและเซฟไปแล้วมากถึง 70 ครั้ง ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ หากเขายังคงโชว์ฟอร์มเก่งเช่นนี้ต่อไปก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะถูกเรียกตัวกลับ โอล์ด แทร็ฟฟอร์ด เพื่อทำหน้าที่แทน ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูของทีมที่ใกล้หมดสภาพ

3. แทมมี่ อับราฮัม

Tammy Abraham has been one of the Premier League

หลังจากที่ระเบิดฟอร์มทำประตูให้กับ แอสตัน วิลล่า ถึง 26 ประตูในศึกแชมเปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เชลซี ก็ดึงตัวกลับสโมสรเพื่อแก้วิกฤติติดแบนซื้อตัวนักเตะ แต่ดูเหมือนว่าช่วงแรกเขาจะยังไม่พร้อมแบกรับภาระดาวยิงแห่งทัพสิงโตน้ำเงินคราม

แทมมี่ อับราฮัม ใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อปรับตัวก่อนจะสร้างปรากฏการณ์ 7 ประตูใน 3 นัดติดต่อกันและดูเหมือนว่าอะไรก็หยุดการทำพังประตูของเขาไม่อยู่

แข้งวัย 22 ทำไปแล้ว 13 ประตูในศึกพรีเมียร์ ลีก และ 2 ประตูในพรีเมียร์ ลีก กับอีก 4 แอสซิส และยังเคยติดอันดับดาวยิงสูงสุดในพรีเมียร์ ลีก ทุกอย่างกำลังไปได้ดีสำหรับดาวรุ่งรายนี้ แต่ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้เขาต้องพบกับอาการบาดเจ็บและหยุดสถิติพังประตูไปตั้งแต่ต้นเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา

ล่าสุดยังไม่มีรายงานยืนยันออกมาว่าดาวยิงคนนี้จะกลับมาช่วยทีมได้เมื่อไหร่ โดยหากกลับมายิงประตูได้เช่นเดิมโอกาสในการคว้ารางวัลยอดดาวรุ่งก็น่าลุ้นเช่นกัน

4. มาร์คัส แรชฟอร์ด

Marcus Rashford has enjoyed the best season of his career in 2019-20

แม้ว่าก่อนหน้านี้ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะยังหาฟอร์มเก่งไม่ได้แต่ในที่สุดฤดูกาลนี้เขาก็สามารถโชว์ผลงานได้ดีกว่าเก่าอย่างผิดหูผิดตา

ช่วงแรกๆ แรชฟอร์ด ถูกจับไปเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าและดูเหมือนว่ามันจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่ เพราะมันใช่ตำแหน่งที่เขาจะสามารถโชว์ความเร็วและทักษะได้ดั่งใจ แต่ภายหลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็แก้ปัญหานั้นด้วยการจับเขาย้ายไปเล่นที่ริมซ้ายซึ่งนั่นเป็นที่ๆ เขาจะสามารถโชว์ศักยาภาพได้อย่างเต็มที่

หลังจากที่เจอตำแหน่งที่ใช่แล้วเขาก็ยิงไปแล้ว 19 ประตูในทุกรายการจากการลงสนามไป 31 เกม ซึ่งถือว่าดีที่สุดในอาชีพของเขาแล้ว นอกจากนั้นเขายังเป็นคนยิงประตูสำคัญๆ อย่างการเจอกับ ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาแล้ว ยังไม่เว็บไซต์ชื่อดังยังยกให้เขาเป็นแมนออฟเดอะแมทซ์มาแล้ว 7 นัด

ดูเหมือนทุกอย่างจะไปได้สวยเขาคือหนึ่งในแนวรุกที่อันตรายที่สุดใน พรีเมียร์ ลีก แต่โชคชะตากลับเล่นงานเขาด้วยอาการบาดเจ็บที่หลัง ซึ่งหากเขาหายกลับมาทำประตูไม่ทันก่อนจบฤดูกาล รางวัลนี้ก็ดูเหมือนว่าจะคว้ามาไม่ได้ง่ายๆ แน่นอน

5. อารอน วาน-บิสซาก้า

Aaron Wan-Bissaka has kept great attackers like Raheem Sterling quiet this season

อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็คขวาค่าตัว 50 ล้านปอนด์ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัวมาจาก คริสตัล พาเลซ ในช่วงแรกนั้นมีกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับความคุ้มราคาแข้งรายนี้อยู่อยู่บ้างแต่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนไม่คิดเช่นนั้นกันแล้ว

โดยผลงานตลอดฤดูกาลนี้เขามีค่าเฉลี่ยแทคเคิ่ลสำเร็จ 3.8 ครั้งต่อเกม ตัดบอลสำเร็จ 2 ครั้งต่อเกม และยังโชว์ความแข็งแกร่งด้วยการหยุดยอดแนวรุกแห่งพรีเมียร์ ลีก อย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง ดิโอโก โชต้า และเปโดร ได้อยู่หมัด นี่สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเขาคือแบ็คขวาที่เล่นเกมรับได้ดีที่สุดคนหนึ่งของลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ไม่แปลกเลยที่แข้งวัย 22 รายนี้จะมีชื่อลุ้นยอดดาวรุ่งแห่งปีพรีเมียร์ ลีก

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

”ดีทมาร์ ฮอปป์”ชื่อนี้ที่แฟนบุนเดสลีก้าชังยิ่งหนัก ??

เมื่อราวๆสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ลีกฟุตบอลที่คนเยอรมันภาคภูมิใจอย่างบุนเดสลีก้าได้ถูกพูดถึงในมุมที่เสื่อมเสียไปทั่วโลก จากพฤติกรรมการประท้วงของแฟนบาเยิร์น มิวนิคที่มีต่อ “ดีทมาร์ ฮอปป์” เจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งและมีภูมิหลังมากมายให้ค้นหา

ฮอปป์เกี่ยวโยงกับฟุตบอลเยอรมันมายาวนานกว่า 30 ปี และฮอฟเฟ่นไฮม์เองก็เป็นทีมกลางๆ เหตุใดทีมมหาอำนาจของลีกอย่างบาเยิร์น มิวนิคและดอร์ทมุนด์ถึงต้องมาจงเกลียดจงชังทีมที่มีระดับต่ำกว่าพวกเขาแบบนี้แถมยังมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปในวงกกว้างกว่าที่เห็นและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกทีด้วย?

เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นหลัง “เสือใต้” ขึ้นนำ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไปแล้วถึง 6-0 โดยแฟนบอลบางส่วนของทีมเยือนได้ขึ้นแบนเนอร์ด่าเจ้าของสโมสรเจ้าถิ่นเป็นภาษาเยอรมันว่า “ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยน สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันผิดคำสัญญา ไอ้ฮอปป์ก็ยังเป็นไอ้ลูกกะหรี่เหมือนเดิม”

ทำให้นักเตะบาเยิร์นทั้งทีมวิ่งไปขอร้องแฟนของพวกเขาให้หยุดการกระทำดังกล่าว เช่นเดียวกับ รุมเมนิกเก้ ประธานสโมสรบาเยิร์น ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา และโอลิเวอร์ คาห์น ที่ต่างเดินไปขอให้แฟนนำแบนเนอร์ที่หยาบคายดังกล่าวลง

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการกลับมาลงสนามกันอีกครั้ง แต่นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างเลือกเคาะบอลเล่นกันจนหมดเวลาการแข่งขัน เพื่อเป็นการตอบโต้และแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของแฟนบอลกลุ่มดังกล่าว ซึ่ง ฮอปป์ที่เขามาชมเกมนี้ในห้องวีไอพีถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ จนรุมเมนิกเก้ ประธานเสือใต้ต้องเข้าปลอบด้วยความเห็นใจ ก่อนเจ้าตัวจะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ถ้าผมรู้ได้ว่าพวกคนงี่เง่าพวกนี้ต้องการอะไรจากผม มันคงจะเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับผมที่จะเข้าใจ”

“ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับผม มันทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาอันมืดมน”

“ผมไม่ต้องการพูดถึงคนเหล่านี้ มันไร้ประโยชน์ พวกเขาเหมือนอยู่ในโลกอื่น ผมไม่ต้องการพูดคุยกับพวกเขา ไม่เลย ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรกับพวกเขา”

“ทำไมผมจะไม่ไปสนามอีกแล้วล่ะ? ไอ้คนพวกนี้ต่างหากที่ควรไปให้ไกลๆ”

เช่นกันกับในเกมที่เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน ที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ลงฟาดแข้งกับไฟร์บวร์ก มีแฟนบอลจำนวนมากจากฝั่งทิศใต้ตะโกนเรียก ฮอปป์ว่าเป็น”ไอ้ลูกกระหรี่” ทั้งๆที่เกมดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฮอฟเฟ่นไฮม์แต่อย่างใดเลย

คำถามคือ “ดีทมาร์ ฮอปป์” ทำผิดอะไรและมันร้ายแรงขนาดไหนกัน?

ดีทมาร์ ฮอปป์ คือใคร?

ดีทมาร์ ฮอปป์เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลในฐานะเจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ในบุนเดสลีก้า อดีตเคยเป็นนักเตะเยาวชนให้กับสโมสรท้องถิ่นชื่อ TSG Hoffenheim ซึ่งเป็นทีมระดับ “หมู่บ้าน” , เป็นเจ้าของบริษัทร่วมซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ในชื่อ SAP เมื่อปี 1972

มีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ราวๆ 15.9 พันล้านดอลล่าสหรัฐ ตามอ้างอิงจาก Forbes นับว่าเป็นนึกในเศรษฐีที่รวยที่สุดในเยอรมัน ก่อนรีไทร์จาก SAP ในช่วงกลางปี 2000 เพื่อหันมาเอาดีในการกุศลกับโครงการ “มูลนิธิดิทมาร์ ฮอปป์”

และจากความที่เคยเป็นนักฟุตบอลเก่ามาก่อน ใจที่รักกีฬาอยู่แล้วได้จุดความคิดให้ฮอปป์หันมาลงทุนกับฮอฟเฟ่นไฮม์เมื่อปี 1990 ซื้อหุ้น 100% ของสโมสรมาบริหารเอง และด้วยความที่มีเงินทุนเยอะอยู่แล้ว เขาจึงตั้งใจที่จะพาทีมเล็กๆ ทีมหมู่บ้านอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์ไต่จากดิวิชั่น 9 ที่เล่นอยู่ให้ขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดอย่างบุนเดสลีก้าให้ได้

ฮอฟเฟ่นไฮม์ค่อยๆเลื่อนชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ สตาร์ทจากดิวิชั่น 9 ย้ำอีกที่ว่าดิวิชั่น 9 ! ความตั้งใจของเขาที่อยากผลักดันทีมเล็กๆในหมูบ้านที่เขาเติบโตมานี้ ได้เป็นแรงผลักดันให้เจ้าตัวสู้ไม่ถอย

จนกระทั่งการมาของกุนซืออย่าง ราล์ฟ รังนิคเมื่อปี 2006 ประกอบกับการทุ่มซื้อตัวผู้เล่นฝีเท้าดีเข้ามาเสริมแกร่งให้กับทีมตามระดับชั้นที่เล่น จนส่งผลให้ทีมหมู่บ้านที่คนไม่เคยเหลียวมองอย่างฮอฟฟเฟ่นไฮม์สามารถเลื่อนชั้นๆแบบรัวๆปีต่อปีจนขึ้นมาเหยียบบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2008

โดยในช่วงที่ยังเล่นอยู่ดิวิชั่นล่างๆ , ฮอฟเฟ่นไฮม์ประจำรังเหย้าที่สนาม ดิทมาร์-ฮอปป์-สตาดิโอน มีความจุผู้ชมอยู่ที่ 5000 คนเท่านั้น จึงทำให้พวกเขาต้องการสเตเดียมแห่งใหม่เพื่อต้อนรับการเป็นทีมบนลีกสูงสุด ฮอปป์จึงไม่รอช้าจัดการควักเงินตัวเองกว่า 80 ล้านปอนด์เพื่อช่วยเนรมิตสนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีความจุ 30,150 ขึ้นมาให้ไม่ต้องอายใคร พร้อมเป้าหมายที่จะปักหลักเป็นทีมประจำในบุนเดสลีก้าให้ได้

สู่ประเด็นสำคัญ : แล้วทำไมแฟนบอลบุนเดสต้องเกลียดจนถึงขั้นด่าทอเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่นนั้น

เรื่องมันเกิดจากที่ว่าฮอฟเฟ่นไฮม์นั้นไม่เหมือนสโมสรอื่นที่ปฎิบัติตามกฏ 50+1 นั่นเอง โดยกฏ 50+1 นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้แน่ใจว่าแฟนบอลนั้นจะได้เป็นเจ้าของสโมสรร่วม และสโมสรจะไม่ตกอยู่ในการตัดสินใจของใครแต่เพียงผู้เดียว

รูปแบบการถือครองสโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ต้องอิงกับกฎ 50+1 ซึ่งหมายความว่า บริษัทเอกชน สามารถถือหุ้นสโมสรได้สูงสุดแค่ 49% โดย 51% ที่เหลือต้องเป็นของแฟนบอล และด้วยหุ้นที่มีอยู่ 51% ทำให้แฟนบอลสามารถออกเสียง, เข้าไปนั่งในบอร์ดบริหาร และมีส่วนช่วยกับการตัดสินใจต่างๆทั้งหมดของสโมสร

แต่กับฮอฟเฟ่นไฮม์ พวกเขามีฮอปป์เป็นผู้ถือหุ้นสูงถึง 96 % และที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะในกฎนั้นมีเงื่อนไขที่ว่าบริษัทเอกชนใดก็ตามที่ถือหุ้นถึง 49 % เป็นเวลานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน จะสามารถฮุบสโมสรไว้แต่เพียงผู้เดียวได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการที่จะมีใครถือหุ้นถึง 49 นั้นก็ยากมากแล้ว ไหนจะต้องลากยาวกันถึง 20 ปีอีก เรื่องแบบนี้จึงไม่ได้จะเกิดขึ้นง่ายๆสักทีเดียว

และจากอำนาจตรงนี้ ฮอปป์สามารถใช้เงินถุงของเขาช่วยเปลี่ยนทีมหมู่บ้านธรรมดาๆให้กลายเป็นทีมบนลีกสูงสุดในลีกใหญ่อย่างบุนเดสลีก้า แถมยังผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อปี 2018 ภายใต้การคุมทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์

ด้วยประชากรในฮอฟเฟ่นไฮม์ที่มีเพียง 3,272 คน รวมถึงเมืองซินส์ไฮม์ที่ตั้งของ สนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีผู้อาศัยจำนวนแค่ 35,442 คนเท่านั้น หากปราศจากการยื่นมือเข้ามาของ ฮอปป์ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่สโมสรจากเมืองเหล่านี้จะสามารถกลายมาเป็นขาประจำในบุนเดสลีก้าและมีสเตเดียมที่มีความจุเกิน 3 หมื่นที่นั่งเป็นของตัวเองเช่นนี้

ผลจากตรงนี้เอง ทำให้แฟนบอลจากสโมสรอื่นในบุนเดสลีก้ามองว่าฮอปเฟ่นไฮม์นั้นเป็น “สโมสรพลาสติก” เหมือนกับอาร์เบ ไลป์ซิกที่ใช้เงินเข้ามาทุ่มซื้อความสำเร็จ เพราะรากฐานของฟุตบอลเยอรมันนั้นเน้นย้ำในแง่ของเรื่องความแฟร์ ทุกสโมสรจะไม่มีการทุ่มเงินโป้งเดียวรวย ผู้บริหารสโมสรต้องโชว์ความสามารถในการจัดการอย่างเดียวเท่านั้นในการทำให้ทีมเติบโตขึ้น

และสาวก”เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์คือเหล่าแฟนบอลที่เริ่มโจมตีการกระทำของฮอปป์ บ่อยครั้งที่พวกเขาจะหยิบแบนเนอร์ต่อต้านฟุตบอลสมัยใหม่ขึ้นมา ในขณะที่เมื่อปี 2008 ก็มีการเดินขบวนจากแฟนดอร์ทุมนด์ชูป้ายที่มีเป้าเล็งอยู่บนหน้าของฮอปป์ให้เห็นเป็นครั้งแรก

จากความเกลียดชังของแฟนดอร์ทมุนด์ เหตุการณ์เริ่มต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทีมงานของฮอฟเฟ่นไฮม์ถูกด่าทอจากสแตนด์แฟนบอลของดอร์ทมุนด์ในเกมที่ทั้งคู่ลงเจอกันเมื่อปี 2011 จนฮอปป์ต้องออกมาวิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “น่าอัปยศ”

การประท้วงในทำนองนี้ยังคงสืบเนื่องมาเรื่อย จนทางสมาคมฟุตบอลเยอรมันต้องออกมาห้ามปรามและกำหนดบทลงโทษห้ามไม่ให้แฟนบอลเสือเหลืองเข้าชมเกมปะทะฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นเวลา 2 ปี ฉีกกฎที่สมาคมฟุตบอลเยอรมันเคยกล่าวไว้ว่าจะไม่ลงโทษผู้กระทำผิดแบบเหมารวม จะมีการตัดสินลงโทษแฟนบอลเป็นรายบุคคลเท่านั้น

ทว่า การลงโทษดังกล่าวกลับไม่ได้ลดละความเกลียดชังให้หายไปได้เลย เมื่อสโมสรอื่นๆก็ต่างมีการแสดงออกด้วยการประท้วงไม่พอใจกับสถานะของฮอปป์ ซึ่งสามารถพบเห็นแฟนๆออกมาต่อต้านได้ในทั้ง 3 ลีกบนของเยอรมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกมที่ถูกพูดถึงมากที่ก็คงหนีไม่พ้นเกมที่จบลงด้วยการเคาะบอลไปมาของนักเตะ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลแดนไส้กรอก ที่บาเยิร์น มิวนิคบุกไปถล่มฮอฟเฟ่นไฮม์คารัง 6-0

สิ่งที่สาวกบาเยิร์น,ดอร์ทุมนด์ รวมถึงแฟนบอลบุนเดสลีก้าทั้งหลายกลัวคืออะไร?

อย่างที่กล่าวข้างต้น สโมสรในเยอรมันจะต้องเป็นของแฟนบอลอย่างน้อย 51 % เพื่อเป็นการทำให้แน่ใจว่าสโมสรจะไม่ตกอยู่ในมือนักลงทุนเศรษฐีชาวต่างชาติที่จ้องจะมาเทคโอเวอร์สโมสรในแดนขี้เมา ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นท้องถิ่นและเอกลักษณ์ของสโมสรเยอรมันเอาไว้ไปสู่รุ่นต่อรุ่น อีกทั้งยังเพิ่มน้ำหนักเสียงของแฟนบอลเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร รวมถึงปกป้องหากมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

โดยมีข้อยกเว้นในกรณีพิเศษอยู่บ้างกับทีมอย่างโวล์ฟบวร์กและไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งเป็นทีมที่แต่เดิมก่อตั้งขึ้นมาจากเหล่าพนักงานในบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่ อย่างบริษัทผลิตรถยนต์โฟล์กสวาเก้นและบริษัทยาไบเออร์ตามลำดับ จึงไม่ได้ผิดกฏใดๆเพราะทั้งสองบริษัทได้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสรมานานหลายสิบปีแล้ว

ขณะที่ไลป์ซิกเองค้นพบวิธีหลีกเลี่ยงกฏดังกล่าว ด้วยการใช้ผู้ถือหุ้นเพียง 17 ราย ซึ่งเป็นคนจากเร้ดบูลล์ทั้งหมด ส่วนเคสของฮอปป์สามารถฮุบสโมสรเกิน 50 % ได้เพราะเขาได้ถือหุ้นของสโมสรเป็นจำนวนมากถึง 49 % มานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน

กฎ 50+1 ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้แฟนบอลมีอำนาจเหนือกว่ากลุ่มผู้บริหาร ยกตัวอย่างบาเยิร์น มิวนิคที่มีสมาชิกราว 300,000 คนทั่วโลกที่ลงทุนร่วมกับทีม บวกกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างอัลลิอันซ์,ออดี้,และกาตาร์ แอร์เวย์ส ที่แบ่งกันถือหุ้นในอีก 49 % ที่เหลือของสโมสรเอาไว้ ก็ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนๆอุลตร้าส์ของทัพเสือใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับทีมของพวกเขา ที่ถาโถมมุ่งไปที่ธุรกิจและการตลาดมากจนเกินไป

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบุนเดสลีก้าเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดก็คือ การที่สโมสรอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์มีเจ้าของทีมอย่างฮอปป์ที่มีอำนาจในการขายทีมทิ้งให้กับใครก็ได้ ในวันหนึ่งหากเขาเกิดไม่แยแสขึ้นมา

หลายฝ่ายกลัวว่าจะมีเหล่าเศรษฐีคิดนำเอาโมเดลนี้ไปทำตาม บุกไปซื้อหุ้นทีมสโมสรเล็กๆ และใช้เวลา 20 ปีปั้นขึ้นมาเพื่อรอขายได้กำไร จนสุดท้ายความเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลเยอรมันก็จะหมดไปเพราะตกอยู่ในน้ำมือของชาวต่างชาติ และพวกเขาย่อมยอมไม่ได้ที่จะเห็นบุนเดสลีก้าที่เป็นลีกแห่งความภาคภูมิใจถูกนักลงทุนต่างชาติยึดครอง

ทั้งนี้เองเรื่องนี้ก็มองได้หลายแบบ ฮอปป์ เองก็ไม่ได้ผิดหรือละเมิดกฎใดๆ เขาแค่มีใจรักฟุตบอลอยากจะทำทีมบ้านเกิดให้ยิ่งใหญ่อย่างตั้งใจ พิสูจน์จากทุกอย่างที่เขาสร้างให้ฮอฟเฟ่นไฮม์ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่รักจริงคงไม่เดินกันมาไกลถึงขนาดนี้

หรือทางฝั่งแฟนบอลเองที่ก็แค่มีฟุตบอลอยู่ในสายเลือดไม่ต้องการเห็นความภูมิใจของพวกเขาถูกคนนอกเข้ามายึดครองหรือถูกทำลายจนต้องเสียเอกลักษณ์ที่รักษากันมายาวนานไปเท่านั้นเอง

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

เปิดสถิติอันดับทีมที่มีประวัติไร้พ่ายทั้งหมดในเกมพรีเมียร์ลีก

ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลภายใต้กุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ เกือบจะพาทีมไปฝั่งฝันด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย แต่กลับต้องแพ้ให้ทีมหนีตกชั้นอย่างวัตฟอร์ด

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อด้วยการไร้พ่ายในลีกถึง 44 นัด และหากนับตามปีปฏิธิน พวกเขาก็ไม่แพ้ใครมาแล้วมากกว่า 1 ปีเต็ม ๆ

จากประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา มีสุดยอดทีมผุดขึ้นมาหลายต่อหลายทีม และพวกเขาเหล่านั้นก็ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งทั้งหมด

และนี่คือ 10 ทีมในลีกสูงสุดของอังกฤษที่ทำสถิติไร้พ่ายได้ยาวนานที่สุดตามลำดับ


อันดับ 9 ร่วม: น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ – 25 นัด (1995)

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เป็นหนึ่งในสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ และยังเป็นหนึ่งใน 6 สโมสรของเกาะอังกฤษที่เคยคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ หรือแชมเปี้ยนส์ ลีกในปัจจุบัน

และพวกเขาก็เคยมีช่วงเวลาที่เหมือนกับสรวงสวรรค์ในช่วงนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาในตอนนี้จะกลายเป็นทีมเล็ก ๆ ในแชมเปี้ยนชิพก็ตาม

พวกเขาทำสถิติไร้พ่ายที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมเมื่อปี 1995 และยิ่งน่าสนใจกว่านั้นเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดในฤดูกาล 1994/98 และจบอันดับสามในลีก และจนถึงตอนนี้นี่คืออันดับที่ดีที่สุดสำหรับสโมสรที่เพิ่งเลื่อนชั้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1995 กับฤดูกาลที่เหลือการแข่งขันเพียง 1 ใน 4 พวกเขาทำสถิติไร้พ่ายได้สำเร็จรวม 25 นัด โดยมีแข้งคนสำคัญอย่าง สแตน คอลลีมอร์ ร่วมทัพ

สุดท้ายพวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของแบล็คเบิร์น โรเวอร์สที่อีวูด พาร์ค ที่ถล่มฟอเรสต์ไปเละเทะ 7-0 วันที่ 18 พฤศจิกายน 1996 และนับเป็นผลการแข่งขันที่ห่างที่สุดในฤดูกาลนั้น


อันดับ 9 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 25 นัด (2016/17)

แมนเชสเตอ์ ยูไนเต็ดมีหนึ่งในฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดหลังจากการวางมือไปของยอดบรมกุนซืออย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับฤดูกาล 2016/17 ภายใต้กุนซือจอมอหังการ์ โชเซ่ มูรินโญ่

พวกเขาคว้าสามแชมป์ในปีนั้นทั้งคอมมูนิตี้ ชิลด์, คาราบาว คัพ และแชมป์ยุโรปถ้วยเล็ก ยูโรป้า ลีก

พวกเขาจบอันดับหกในพรีเมียร์ลีก แต่น่าสนใจว่าพวกเขาพบกับความพ่ายแพ้เพียง 5 นัดในฤดูกาลนั้น โดยเป็นรองเพียงท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ที่ที่แพ้น้อยกว่า

ความพ่ายแพ้ต่อเชลซี 4-0 ทำให้พวกเขาหยุดสถิติไร้พ่าย 25 นัด และหลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ 2 นัดติดโดยพ่ายท็อตแน่ม 2-1 ที่ไวต์ ฮาร์ท เลน


อันดับ 6 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 29 นัด (2010/11)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะมีสถิติที่ยอดเยี่ยมต่าง ๆ มากมาย และคราวนี้ก็เป็นคิวของฤดูกาล 2010/11 ที่พวกเขาไม่แพ้ใครในลีกถึง 29 นัด

พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างแข็งแกร่ง จนมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลที่ต้องพ่ายให้กับวูลฟ์สแฮมป์ตัน 2-1 ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2011 และทำให้พวกเขาพลาดเข้าทำเนียบ 5 สโมสรที่ทำสถิติไร้พ่าย 30 นัด


อันดับ 6 ร่วม: เชลซี – 29 นัด (2007/08)

เชลซีเป็นอีกหนึ่งทีมที่ติดรายชื่อนี้ถึงสองครั้ง หลังจากประกาศความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ช่วงเริ่มศตวรรษที่ 21

ฤดูกาล 2007/08 เป็นหนึ่งในปีที่พวกเขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นตัวเต็งในลีกมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย พวกเขาเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกไปจนถึงลีก คัพ

แต่น่าเสียดายที่พวกเขากลับไม่ได้ถ้วยติดไม้ติดมือแม้แต่ถ้วยเดียวในรอบ 4 ปี

พวกเขาจบอันดับสองในลีกตามหลังยูไนเต็ด และยังแพ้นัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกให้กับปีศาจแดงที่กรุงมอสโคว์ด้วยการดวลลูกที่จุดโทษ

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เป็นทีมสุดแกร่งในฤดูกาลนั้น โดยพวกเขาไม่แพ้ใครในช่วง 21 นัดสุดท้าย ก่อนจะไปสานต่อในฤดูกาล 2008/09 ภายใต้กุนซือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ จนมาจบลงที่ 29 นัด

และเป็นลิเวอร์พูลที่หยุดสถิตินั้นได้ด้วยการบุกไปชนะที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ 1-0 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2008


อันดับ 6 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 29 นัด (1998/99)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 1998/99 กับทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และแชมเปี้ยนส์ ลีก และเป็นเพียงทีมเดียวในอังกฤษจนถึงตอนนี้ที่คว้าสามแชมป์ระดับทวีป

ทีมของพวกเขาประกอบไปด้วย ‘คลาส ออฟ 92’ พร้อมกับการนำทีมของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ทั้งหมดเริ่มจากผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังก่อนช่วงพักหนีหนาว จากผลเสมอ 3 นัดติด ก่อนที่จะพ่ายคาบ้านให้กับมิดเดิลสโบรห์ 2-3

แต่หลังจากนั้นพวกเขากลับไม่แพ้ใครเลย และได้ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกสมัยที่ 5 ในเวลาต่อมา

ฤดูกาล 1999/2000 ก็เริ่มได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ต้องหยุดเส้นทางไร้พ่ายไป 29 นัด ที่บุกไปเยือนเชลซีและโดนถล่มยับ 5-0 แบบหาทางกลับบ้านไม่ถูก


อันดับ 4 ร่วม: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – 30 นัด (2017/18)

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในลีกสูงสุดของอังกฤษได้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการคว้าแชมป์ลีกฤดูกาล 2011/12 และทำได้อีก 3 สมัยจาก 8 ปีหลังจากนั้น

พวกเขาโชว์ฟอร์มถึงจุดสูงสุดได้ในฤดูกาล 2017/18 และทำลายสถิติพรีเมียร์ลีกมากมายทั้งทำแต้มมากสุด (100 แต้ม), เก็บแต้มนอกบ้านได้มากที่สุด (50 แต้ม), คว้าชัยมากสุด (32 นัด), คว้าชัยเกมเยือนมากสุด (16 นัด), ทำประตูมากสุด (106 ประตู), มีผลต่างประตูได้เสียดีที่สุด (+79 ประตู) และคว้าชัยในลีกมากสุด (18 นัด)

รวมทั้งพวกเขายังไม่แพ้ใครในลีกได้ถึง 30 นัดติดต่อกัน โดยนับเป็นชัยชนะถึง 26 นัด

หลังจากเสียไปเพียง 8 คะแนนจนถึงช่วงปีใหม่ ลิเวอร์พูลก็เป็นทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้พวกเขาได้สำเร็จด้วยผลการแข่งขัน 4-3 ที่สนามแอนฟิลด์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2018


อันดับ 4 ร่วม: อาร์เซน่อล – 30 นัด (2001/02)

ตั้งแต่การย้ายเข้ามาคุมทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ เมื่อฤดูกาล 1996/97 เขากลายสภาพปืนใหญ่ให้เป็นหนึ่งในสุดยอดทีมแห่งยุค แต่โชคร้ายที่พวกเขาต้องมาเจอกับก้างชิ้นโตอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในฤดูกาล 2001/02 พวกเขาปาดหน้าแชมป์เก่าปีศาจแดงขึ้นมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยคะแนนห่างถึง 7 แต้ม และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดถ้วยที่สองในประวัติศาสตร์ทีม

พวกเขาคว้าชัยชนะ 20 นัดติดต่อกันโดยเริ่มจากเกมที่เอาชนะนิวคาสเซิ่ล 3-1 ที่สนามไฮบิวรี่ ก่อนที่จะลากยาวมาจนถึงฤดูกาลใหม่

ก่อนจะโดนเด็กนรก ที่จะขึ้นมาเป็นตำนานทีมชาติอังกฤษอย่าง เวย์น รูนี่ย์ วัย 16 ปีซัดประตูแรกของเจ้าตัวในลีกสูงสุดช่วงนาทีที่ 90 ให้เอฟเวอร์ตันเอาชนะไป 2-1 ที่กูดิสัน พาร์ค


อันดับ 3: เชลซี – 40 นัด (2004/05)

โชเซ่ มูรินโญ่ สร้างชื่อให้กับตัวเองในพรีเมียร์ลีกกับเชลซีในฤดูกาลแรกตั้งแต่ย้ายเข้ามาคุมทีมด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2004/05 และยังถล่มบัลลังก์ของอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย

เชลซีเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการไม่แพ้ใครถึง 8 นัด ก่อนที่จะพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ด้วยการทำสถิติไม่แพ้ใครอีก 29 นัด และคว้าแชมป์ลีกไปได้ถึงแม้จะเหลือการแข่งขันอยู่อีกถึงสามนัด

ในฤดูกาล 2005/06 พวกเขาก็ยังทำผลงานได้ดีในช่วงต้น โดยคว้าชัยชนะ 9 นัดติดต่อกัน ทำให้พวกเขาไม่แพ้ใครในลีกไปแล้ว 40 นัด ก่อนที่จะโดนขาใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหยุดสถิติด้วยการเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ดเอาชนะไป 1-0 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2005


อันดับ 2: ลิเวอร์พูล – 44 นัด (2019/20)

หลังจากทำผลงานสุดยอดด้วยการคว้าแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน พวกเขาเหมือนกับหงส์ติดไอพ่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แต่ใครจะไปเชื่อว่าพวกเขาจะทำผลงานได้สุดยอดในฤดูกาลนี้

ณ ปัจจุบัน (2 มีนาคม 2020) ลิเวอร์พูลทำสถิติไม่แพ้ใครในลีก 44 นัดหากนับรวมฤดูกาลก่อน และฤดูกาลนี้พวกเขาก็เสียแต้มให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพียงทีมเดียว ก่อนจะโดนวัตฟอร์ดเปิดบ้านถล่มแบบพลิกล็อคถึง 3-0

แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาแทบจะไม่ต้องกังวลถึงการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดที่พวกเขารอมากว่า 30 ปี ที่พวกเขาทิ้งห่างทีมอันดับสองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 22 แต้ม โดยเหลือโปรแกรมการแข่งขันอีกเพียง 10 นัดเท่านั้น


อันดับ 1: อาร์เซน่อล – 49 นัด (2003/04)

ก่อนหน้านั้น มีเพียงแฟนบอลของ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ ที่ต่างภาคภูมิใจว่าพวกเขาคือสโมสรเดียวที่คว้าแชมป์ลีกแบบไม่แพ้ใครตลอดฤดูกาล 1888/89

แต่สถิติดังกล่าวต้องถูกเทียบเท่าหรือแซงหน้าด้วยยอดทีม ‘ไร้พ่าย’ ในขณะนั้นอย่างอาร์เซน่อล ที่มีกำลังหลักทั้ง เดนนิส เบิร์กแคมพ์, เธียร์รี่ อองรี, ปาทริค วิเอร่า, แอชลี่ย์ โคล, เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก และอื่น ๆ อีกมากมาย

นับตั้งแต่สองเกมสุดท้ายในฤดูกาล 2002/03 ตลดจนอีก 9 นัดในฤดูกาล 2004/05 พวกเขาไม่แพ้ใครในลีกถึง 49 นัด โดยนับตั้งแต่วันที่ 7 พฤศภาคม – 24 ตุลาคม 2004 นับเป็นระยะเวลาถึง 1 ปีครึ่งที่ครองความยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

สถิติดังกล่าวต้องจบลงด้วยน้ำมือของคู่ปรับสูงสุดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมที่ได้ชื่อว่าเดือดที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

ปีนี้หงส์ขอ หลังจากที่น้องต้องรอมานานกับตัวเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล2019-2020

ต้องยอมรับจริงๆ ว่าถ้วยพรีเมียร์ ลีก ในปีนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมือของ ลิเวอร์พูล แต่การคว้าแชมป์ของพวกเขานั้นมีของแถมเป็นการทำลายสถิติติดมือไปด้วย จะมีอะไรบ้างไปชมกันเลย…

คว้าชัยติดต่อกันนานที่สุด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Manchester City, 2017/18

สำหรับสถิตินี้เจ้าของปัจจุบันคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2017 พวกเขาทำผลงานได้ดีตลอดฤดูกาลในที่สุดทัพเรือใบก็หยุดสถิติเก็บชัยรวดไว้ที่ 18 นัด หลังจากี่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน และ คริสคัล พาเลซ

สถิติดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปี 2017 และดูเหมือนว่ามันจะถูกทำลายในเร็วๆ นี้เพราะ ลิเวอร์พูล คือทีมที่ไม่ไม่แพ้และไม่เสมอใครเลยตั้งแต่เดือนตุลาคม (ที่เสมอกับปีศาจแดง) ดังนั้นพวกเขาจึงมีสิทธิ์เป็นเจ้าของสถิติคนใหม่หากพวกเขาเก็บชัยอีกสองนัดต่อจากนี้ได้สำเร็จ ซึ่งทั้งโลกจะได้รู้พร้อมๆ กันวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้

ไม่แพ้ใครติดต่อกันยาวนานที่สุด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Arsenal2004/05

หนึ่งในสถิติที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของบรรดาแฟนๆ ทีมปืนใหญ่ คือไม่แพ้ใครติดต่อกันยาวนานที่สุด (49 นัด) พวกเขาเคยสร้างตำนานคว้าแชมป์แบบไร้พ่ายหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์มาแล้วในยุคสมัยของ อาร์แซน เวนเกอร์ เมื่อปี 2003

แต่ตำนานและสถิตินั้นมีโอกาสถูกทำลายในเร็วๆ นี้ด้วยมือของทีมที่มาแรงที่สุดในขณะนี้อย่าง ลิเวอร์พูล ซึ่งต้องยอมจริงๆ ว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะเกมที่เหลือของพวกเขาไม่ใช่งานที่ยากเย็นสักเท่าไหร่ มีเพียงนัดที่จะพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ วันที่ 4 เมษายน ก่อนจะรู้ผลเจ้าของสถิติไร้พ่ายทีมใหม่ในวันที่ 11 เมษายน ที่จะพบกับ แอสตัน วิลล่า

เก็บชัยชนะได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Manchester City, 2018/19

การมาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่น่ากลัวที่สุด ด้วยดีกรีแชมป์ พรีเมียร์ ลีก สองสมัยติด และสองสมัยนั้นพวกเขาได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการคว้าชัยมากที่สุด 32 นัดทั้งสองฤดูกาล

สถิติดังกล่าวกำลังจะถูกทำลายหาก ลิเวอร์พูล ยังคงฟอร์มดุเช่นนี้ต่อไปได้ โดยกรณีที่เร็วที่สุดคือการชนะรัวจนถึงวันที่ 18 เมษายนนี้ และหากเป็นต่อไปจนจบฤดูกาลพวกเขาจะเป็นเจ้าของสถิติใหม่ด้วยการเอาชนะไปถึง 37 นัดต่อหนึ่งฤดูกาล

เก็บแต้มมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล

Liverpool can surpass Man City's points record

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงเป็นทีมที่น่ากลัวที่สุดใน พรีเมียร์ ลีก ขณะนี้เพราะประวัติศาสตร์ยังจาลึกอีกหนึ่งสถิติของพวกเขานั้นก็คือทีมที่เก็บแต้มมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 100 แต้มในหนึ่งฤดูกาล

100 แต้มในหนึ่งฤดูกาลฟังดูอาจเป็นอะไรที่ยากเกินเอื้อมสำหรับ ลิเวอร์พูล แต่เมื่อปีที่ผ่านมาพวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหงส์แดงของ เจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นมีศักยภาพพอที่จะทำลายสถิตินี้ และปีนี้ก็เป็นไปได้มากที่สุดเพราะที่ผ่านมาพวกเขาทำแต้มหล่นไปเพียง 2 แต้มเท่านั้น

เอาชนะเกมเยือนมากที่สุด

นอกจากสถิติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว หาก ลิเวอร์พูล ยังคงฟอร์มแจ่มเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วพวกเขายังมีโอกาสทำลายสถิติอื่นๆ อีกเช่นกัน

อีกหนึ่งสถิติที่จ่อรอทำลายโดยทัพหงส์แดงก็คือ ทีมที่คว้าชัยในเกมเยือนมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล เจ้าของสถิติเก่าก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำไว้ที่ 16 นัด

แม้จะเหลือชัยชนะนอกบ้านอีกเพียง 5 นัดแต่หนทางทำลายสถิติดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่นักเพราะพวกเขายังต้องบุกไปเจอ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล

เอาชนะเกมในบ้านได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับเคยกล่าวหนทางที่เหลือของพวกเขาคือเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรและพรีเมียร์ ลีก เพราะระหว่างทางพวกเขาได้ปลดล็อคสถิติที่น่าจดจำมากมาย

นอกจากชนะเกมเยือนมากที่สุดแล้ว ลิเวอร์พูล ยังมีสิทธิ์เป็นทีมที่คว้าชัยเกมในบ้านมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งเจ้าของสถิตินั้นก็คือสามยักษ์ใหญ่อย่าง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำไว้ที่ 18 เกม

สำหรับเกมในบ้านที่เหลือของเจอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีมของพวกเขาดูจะไม่ใช่งานที่ยากสักเท่าไหร่ มีเพียงเกมที่จะพบกับ เชลซี ในวันที่ 9 พฤษภาคม เท่านั้นที่น่าจะเป็นเกมที่หินที่สุด

เป็นแชมป์ที่มีแต้มทิ้งห่างมากที่สุด

Liverpool are on course to smash a host of records

ย้อนไปเมื่อฤดูกาลที่ 2017-18 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ไปด้วยคะแนน 100 คะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 19 แต้ม และด้วย 19 แต้มนี้ทำให้พวกเขาเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์โดยทำแต้มที่ห่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ ลีก

แต่สถิตินี้ก็เตรียมถูกทำลายเช่นกันเพราะขณะนี้ ลิเวอร์พูล ยังคงเว้นระยะห่างจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ที่ 19 แต้ม ซึ่งงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสะทีเดียวเพราะต้องหวังให้ทัพเรือใบทำแต้มหล่นไปบ้างหลังจากนี้

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

holidaypp 063-1322218
line holiday
change_history