กฎกติกาการเดิมพันกีฬาเทนนิส

เทคนิคพนันกีฬาเทนนิสไม่ใช่เรื่องยากเพียงแค่รู้กติกาก็ลุยได้เลย!!

1.ถ้าผู้เล่นถอนตัวหรือถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน เดิมพันทายผลการแข่งขันทั้งหมดจะยังมีผลอยู่หากมีการแข่งขันจบไปแล้วหนึ่งเซ็ต มิฉะนั้นเดิมพันจะเป็นโมฆะ เดิมพันตัวเลือกอื่นๆ จะเป็นโมฆะ ยกเว้นว่ามีการตัดสินผลการแข่งขันชี้ชัดสำหรับตัวเลือกดังกล่าวแล้ว ผู้เล่นที่ผ่านเข้ารอบต่อไปหรือได้รับชัยชนะหลังจากเล่นเซ็ตแรกจบไปแล้วจะถือว่าเป็นผู้ชนะ
ตัวอย่างต่อไปนี้พิจารณาจากการแข่งขัน 3 เซ็ต โดยใช้ตัดสินผลเดิมพันกับการแข่งขัน เดิมพันกับเซ็ต และเดิมพันทายคะแนนรวม
ตัวอย่างที่ 1 การแข่งขันระหว่าง Nadal กับ Federer ถูกยกเลิกด้วยคะแนน 1:0 (6:2, 0:3) เพราะ Nadal ถอนตัว เดิมพันทั้งหมดกับ Nadal (-2.5), Federer (+2.5), คะแนนมากกว่า/น้อยกว่า 21.5, เดิมพันเซ็ต 2-0, 2-1, 1-2 จะเป็นโมฆะ เดิมพันทั้งหมดกับเซ็ตที่ 1, ผลการแข่งขัน, เดิมพันเซ็ต 0-2 จะตัดสินว่าชนะ/แพ้ตามลำดับ
ตัวอย่างที่ 2 การแข่งขันระหว่าง Nadal กับ Federer ถูกยกเลิกด้วยคะแนน 1:1 (6:4, 0:6, 0:1) เพราะ Nadal ถอนตัว เดิมพันกับ Federer (+3.5) จะชนะ และเดิมพันกับ (-3.5) จะถือว่าแพ้ เพราะคุณเดิมพันกับ Nadal (-3.5) ซึ่งไม่สามารถชนะได้ ไม่ว่าคะแนนในเซ็ตสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ทำให้ทราบผลการแข่งขันล่วงหน้าได้อยู่แล้ว เดิมพันคะแนนรวมมากกว่า/น้อยกว่า 21.5 ในการแข่งขันจะได้รับการตัดสินว่าเป็นชนะ/แพ้ ตามลำดับ เนื่องจากไม่ว่าจะแข่งอย่างไรก็จะต้องมีการเล่นอย่างน้อย 22 เกมแน่นอน เดิมพันทั้งหมดกับเซ็ตที่ 1, เซ็ตที่ 2, ผลการแข่งขัน, เดิมพันเซ็ต 2-0, 0-2 จะตัดสินว่าชนะ/แพ้ตามลำดับ เดิมพันกับเซ็ต 2-1, 1-2 จะเป็นโมฆะ
ตัวอย่างที่ 3 การแข่งขันระหว่าง Nadal กับ Federer ถูกยกเลิกด้วยคะแนน 0:0 (4:4) เพราะ Nadal ถอนตัว เดิมพันคะแนนรวมมากกว่า/น้อยกว่า 9.5 ในเซ็ตที่ 1จะได้รับการตัดสินว่าเป็นชนะ/แพ้ ตามลำดับ เนื่องจากไม่ว่าจะแข่งอย่างไรก็จะต้องมีการเล่นอย่างน้อย 10 เกมแน่นอน เดิมพันมากกว่า/น้อยกว่าที่ยังไม่ทราบผลในเซ็ตที่ 1 และเดิมพันอื่นๆ จะเป็นโมฆะ

2.ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเซ็ตทั้งหมดที่เล่น การเดิมพันกับการแข่งขันจะมีผลตราบใดที่เแข่งไปแล้วหนึ่งเซ็ต เดิมพันทั้งหมดกับเซ็ต, แต้มต่อของการแข่งขัน และจำนวนเกมทั้งหมดจะเป็นโมฆะ เดิมพันอื่นๆ ทั้งหมดจะเป็นโมฆะเช่นกัน หากไม่มีการตัดสินผลตัวเลือกเดิมพันไปแล้ว ซึ่งในกรณีดังกล่าวเดิมพันทั้งหมดของตัวเลือกนั้นจะยังมีผล

3.ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ต่อไปนี้ เดิมพันทั้งหมดจะยังมีผล
1) มีการเปลี่ยนพื้นสนามที่เล่น
2) มีการเปลี่ยนสถานที่แข่ง
3) มีการเปลี่ยนจากสนามกลางแจ้งเป็นสนามในร่ม

4.ถ้าการแข่งขันเริ่มช้ากว่ากำหนดหรือถูกเลื่อนออกไปไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เดิมพันทั้งหมดจะยังมีผลจนกว่าจะสิ้นสุดการแข่งขันหรือสิ้นสุดทัวร์นาเมนต์

5.ถ้ามีการใช้ซุปเปอร์ทายเบรกเพื่อตัดสินผลในเซ็ตสุดท้าย จะนับเป็นหนึ่งเซ็ตที่มีหนึ่งเกม

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

ถึงเวลาผลัดเปลื่ยนยุคสมัย ลองมาดูว่าจะมีดาวรุ่งคนไหนที่สามารถเทียบสตาร์อย่าง”เมสซี่””เจ็ทโด้”ได้ไหม

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ต่างชิงดีชิงเด่นกันตั้งแต่เป็นเวลาถึง 1 ทศวรรษ แต่ทั้งสองคนก็ต้องมีวันร่วงโรยด้วยอายุที่มากขึ้นตามลำดับ

แล้วใครล่ะจะเข้ามาแทนที่สุดยอดนักเตะทั้งสองคนในปัจจุบันและอนาคต?

เราได้รวบรวมสุดยอดดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคนี้ และมีศักยภาพพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักเตะในยุค 2020s จะมีใครกันบ้าง ไปดูกันเลย

คิลิยัน เอ็มบัปเป้: ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (21 ปี)

เอ็บัปเป้เพิ่งจะมีอายุเพียง 21 ปี แต่เขาคว้าแชมป์โลกกับทีมชาติฝรั่งเศสได้แล้วที่รัสเซียในปี 2018 และแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ด้วยความเร็วปานสปีดนรกและการจบสกอร์ที่เฉียบขาด ทำให้ตำแหน่งแข้งเบอร์หนึ่งของโลกอยู่ไม่ไกล

แต่จากการที่เขาค้าแข้งอยู่ในลีกฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่าฝีเท้าในลีกนั้นยังเป็นรองลีกอื่น ๆ อยู่อีกมาก ทำให้ยังคงมีเครื่องหมายคำถามสำหรับแข้งรายนี้ว่าถ้าเขาได้ลงเล่นในลีกที่ฝีเท้าใกล้เคียงกันอย่างพรีเมียร์ลีกหรือเซเรีย อา เขายังจะสามารถงัดฟอร์มเก่งแบบนี้ได้อยู่หรือไม่


ชูเอา เฟลิกซ์: แอตเลติโก มาดริด (20 ปี)

เขาย้ายมาจากเบนฟิก้าด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติของสโมสรถึง 113 ล้านปอนด์ขณะที่มีอายุเพียงแค่ 19 ปี และถือเป็นสถิติค่าตัวที่สูงที่สุดอันดับสามในขณะนั้น

แต่เขากลับไม่ได้แสดงผลงานได้อย่างเท่าที่ควรจากอาการบาดเจ็บที่เป็นปัญหาอยู่บ่อยครั้ง

แน่นอนว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในยอดแข้งและเป็นจอมถล่มประตูแห่งอนาคต ถึงแม้ว่าสไตล์การเล่นของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ จะเน้นไปทางเกมรับซะมากกว่าก็ตาม

แต่อย่าลืมว่าหนึ่งในศิษย์ก้นกุฏิของซิเมโอเน่นั่นคือยอดกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสอย่าง อองตวน กรีซมันน์ และในอดีตทัพตราหมีก็ไม่เคยขาดแคลนกองหน้าชั้นเยี่ยมเลย นับตั้งแต่ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ไปจนถึง เซร์คิโอ้ ‘กุน’ อเกวโร่


เจดอน ซานโช่: โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (20 ปี)

หากพูดถึงดาวรุ่งคงจะลืมอดีตเด็กปั้นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้คนนี้ไปไม่ได้

ซานโช่ย้ายออกจากเรือใบเพื่อตามหาโอกาสในการลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับทีม และเขาเลือกที่จะไปซบ ‘เสือเหลือง’ ที่ได้ชื่อว่าเป็นทีมที่ปั้นนักเตะได้เก่งกาจที่สุด ซึ่งเขาก็ตัดสินใจถูก

เจดอนสร้างชื่อให้กับตัวเองได้อย่างรวดเร็วในฤดูกาลแรก (2018/19) ด้วยผลงาน 12 ประตูกับ 17 แอสซิสต์จากการลงสนามในบุนเดสลีก้า 34 นัด

และความร้อนแรงนั้นก็ยังส่งผลมาถึงฤดูกาลปัจจุบันที่ทำได้ถึง 14 ประตูกับอีก 16 แอสซิสต์จากากรลงสนามในลีกไปเพียง 23 นัด

จากตัวเลขดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในแข้งที่เนื้อหอมที่สุดในปัจจุบัน


อันซู ฟาติ: บาร์เซโลน่า (17 ปี)

ปีกความเร็วสูง, เลี้ยงบอลติดเท้า, จบสกอร์เฉียบขาด แน่นอนด้วยวัยเพียง 17 ปีกับความสามารถขนาดนี้ สื่อบางเจ้าถึงกับยกให้เขาเป็น ลิโอเนล เมสซี่ คนต่อไป

เขาเซ็นสัญญากับบาร์ซ่าด้วยอายุเพียง 10 ปี และกับวิกฤติกองหน้าที่บาร์ซ่ากำลังเผชิญ ทำให้สโมสรไม่มีทางเลือกต้องเข็นเด็กวัย 17 ปีรายนี้ลงสนาม และเขาก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง

เขากลายเป็นผู้ถือสถิติทำประตูให้กับทีมชุดใหญ่ที่มีอายุน้อยที่สุด, เป็นผู้เล่นอายุน้อยสุดที่ทำประตูและแอสซิสต์ได้ในเกมเดียว และเป็นผู้เล่นอายุน้อยสุดของสโมสรที่ลงสนามในแชมเปี้ยนส์ ลีก

หากจะถามถึงฝีเท้ากันเก่งกาจเกินวัย ก็คงไม่ต้องสงสัยกับประสิทธิภาพของอคาเดมี่อย่าง ลา มาเซีย ที่ปั้นนักเตะดังมากมายทั้ง ชาบี, อันเดรส อิเนียสต้า, และรุ่นพี่อย่าง ลิโอเนล เมสซี่

ปัจจุบันเขามีค่าฉีกสัญญาสูงถึง 170 ล้านยูโร และมีสิทธิ์พุ่งไปสูงถึง 400 ล้านยูโรเมื่อเขาเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว


เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์: ลิเวอร์พูล (21 ปี)

ถึงแม้ในรายชื่อจะมีแต่แข้งแนวรุก แต่เราจะลืมสุดยอดแบ็คขวาของลิเวอร์พูลอย่าง เทรนต์ ไปไม่ได้

เขาทำได้ดีทั้งการเล่นเกมรับและเกมรุก เขายังมีจุดเด่นอยู่ที่การวางยาวจากด้านข้าง ซึ่งทำแอสซิสต์ให้กับทีมได้อย่างมากมาย

เขาคว้าแชมเปี้ยนส์ ลีกกับลิเวอร์พูลเมื่อปีก่อน ด้วยผลงาน 4 แอสซิสต์ในรายการนั้น และที่แสบที่สุดคือวีรกรรมหลอกเล่นลูกเตะมุมในเกมรอบรองชนะเลิศกับบาร์เซโลน่า และทำให้พวกเขาเอาชนะไป 4-0 พร้อมผ่านเข้ารอบด้วยผลประตูรวม 4-3

ในฤดูกาลปัจจุบัน เขาแอสซิสต์ได้ถึง 12 ครั้ง เป็นรองเพียง เควิน เดอ บรอยน์ เพียงคนเดียวที่ 16 ครั้ง และเป็นแข้งแนวรับเพียง 1 ใน 2 คนที่ติดท็อป 5 แอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งอีกคนก็คือเพื่อนร่วมทีมของเขาอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน นั่นเอง


ไค ฮาแวร์ตซ์: ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (20 ปี)

ฮาแวร์ตซ์เป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ไม่ได้เห็นมานานในเยอรมัน เขามีความฉลาดในการเล่น และด้วยวัยเพียง 20 ปีแต่ลงสนามให้กับทีมไปแล้วมากกว่า 100 นัด ทำให้เขามีทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน

อย่างไรก็ตามฤดูกาลนี้เขาทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อลองมองดูยอดกองกลางหลายคนที่ต้องใช้เวลากว่าจะพัฒนามาเป็นแข้งระดับโลกอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฮาแวร์ตซ์คือหนึ่งในสุดยอดกองกลางแห่งอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย

และแน่นอน ใครก็ตามที่ทำผลงานได้ดีในบุนเดสลีก้า ก็ไม่พลาดที่ยอดนักดูดแข้งในตำนานอย่างบาเยิร์น มิวนิคจะให้ความสนใจในตัวเขา


ฟิล โฟเด้น: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (19 ปี)

หนึ่งในกองกลางดาวโรจน์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่กระหายลงเล่นในเกมระดับสูงอยู่เสมอ ถึงแม้เจ้านายอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะไม่ค่อยให้โอกาสเขาเท่าไหร่นัก

หากนักฟุตบอลคนหนึ่งจะพัฒนาตัวเอง พวกเขาก็ต้องได้โอกาสลงฟาดแข้งในสนามจริง และกับอายุที่เกือบจะครบ 20 ปี ถ้าหากเขายังไม่ได้รับโอกาสที่มากพอ ก็สมควรที่เขาจะต้องออกไปหาโอกาสกับทีมอื่น

แต่คงไม่ง่ายนักที่นักเตะคนหนึ่งจะได้มีโอกาสลงฝึกซ้อมกับยอดกองกลางทั้ง เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลบา และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา และถ้าหากเขาเลือกที่จะเรียนรู้จากยอดแข้งเหล่านั้นและปรับมาใช้ให้กับตัวเองได้ เชื่อว่าในอนาคตเขาจะเป็นหนึ่งในกำลังหลักของทัพเรือใบอย่างแน่นอน

ยิ่งเขาอยู่กับทีมมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งจะได้รับอิทธิพลจากสไตล์การทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มากเท่านั้น


โรดรีโก้: เรอัล มาดริด (19 ปี)

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากกับแข้งรายนี้ ที่ได้รับโอกาสลงสนามเป็นนัดแรกในเกมกับโอซาซูน่าเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและทำประตูได้จากการลงมาเป็นตัวสำรองโดยใช้เวลาในสนามไปเพียง 94 วินาทีเท่านั้น

หลังจากนั้นเขาได้โอกาสลงสนามในเกมชุดสำรอง ก่อนที่ ซีเนอดีน ซีดาน จะเห็นแววและให้ขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่แบบเต็มตัว

เขาเล่นบอลได้ทั้งสองเท้า เขาทำประตูในแบบที่คาดไม่ถึง การซัดแฮตทริคในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มกับกาลาตาซารายทำให้เขายิ่งกลายเป็นแข้งเนื้อหอมมากขึ้น แต่ชีวิตของเขากลับไม่เปลี่ยนไปเลย

เขาเป็นเด็กขี้อายและเงียบ แต่เมื่อได้ลงสนามเขากลายเป็นคนละคน เขาพร้อมเรียนรู้จากทุกคนในทีม และในห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริดก็ยกย่องแข้งรายนี้อย่างมาก


เมสัน กรีนวู้ด: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (19 ปี)

สำหรับคนนี้ดูจะแปลกไปซักหน่อย เพราะเมื่อดาวรุ่งคนหนึ่งลงมาในสนาม เขาจะดูเก้ ๆ กัง ๆ และยังไม่ค่อยเข้ากับทีมไหร่ แต่ไม่ใช่กับกรีนวู้ด เขาดูมั่นคง จับจ้องไปที่การทำประตู ในสายตาเขาไร้ซึ่งความกลัวและพร้อมสำหรับเกมใหญ่อยู่เสมอ

เมื่อพูดถึงดาวรุ่งที่ฟอร์มกระฉูดที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกก็คงต้องเป็น เวย์น รูนี่ย์ ที่สร้างชื่อให้กับตัวเองตั้งแต่สมัยอยู่กับเอฟเวอร์ตัน และนักเตะพวกนั้นก็มักจะโผล่มาซัก 1 ในล้านคนได้

ถึงแม้กรีนวู้ดจะยังไม่ไปถึงจุดนั้น แต่เมื่อเขาเติบโตและได้โอกาสลับฝีเท้ามากขึ้น เขาจะกลายมาเป็นยอดดาวยิงแห่งยุคได้อย่างแน่นอน


แฟร์รัน ตอร์เรส: บาเลนเซีย (20 ปี)

ถือเป็นเพชรในตมที่นาน ๆ ทีบาเลนเซียจะมีแข้งหายากแบบนี้โผล่ขึ้นมา

ด้วยความมั่นใจในทักษะของเขา ทำให้ตอร์เรสตัดสินใจบอกกับสโมสรว่าอยากออกไปค้าแข้งที่อื่น แต่โชคดีที่ต้นสังกัดโน้มน้าวใจให้อยู่กับทีมได้

เขาลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ไปมากกว่า 50 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติที่มากที่สุดกับแข้งที่มีอายุเพียงแค่นี้

เขากลายเป็นดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดในบาเลนเซีย ด้วยตำแหน่งปีในแผน 4-4-2 แต่เจ้าตัวมักจะหุบเข้ามาเล่นด้านในเสมอ เขาเป็นตัวจบสกอร์ตามธรรมชาติ มีความเร็ว มีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยม และนับวันก็ยิ่งจะพัฒนาขึ้นไปอีก


เออร์ลิ่ง ฮาลันด์: โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (19 ปี)

นาทีที่กองหน้าที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดคงจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ เจ้าของฉายา ‘นิวซลาตัน’ ด้วยส่วนสูง 194 เซ็นติเมตรที่มีความคล่องแคล่วและจบสกอร์ได้เฉียบคม

เขาแจ้งเกิดกับ เรด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในฤดูกาลนี้จากผลงาน 16 ประตูกับ 6 แอสซิสต์ในครึ่งฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุด แต่ที่สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนให้กับเขาก็คงจะเป็นผลงานในแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ถึงแม้จะไม่สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์ แต่เขาจารึกสถิติซัดไปถึง 8 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ ทำให้เขากลายเป็นกองหน้าที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้

หลังจากที่ตกเป็นข่าวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างหนัก แต่เข้าตัวตัดสินใจที่จะย้ายไปเล่นให้กับดอร์ทมุนด์แทน และเขาก็คิดไม่ผิดด้วยผลงาน 12 ประตูจาก 11 นัดรวมทุกรายการหลังย้ายมาร่วมทีมเมือเดือนมกราคม

จากแต่เดิมที่ย้ายมาด้วยค่าตัวเพียง 20 ล้านยูโร แต่ ณ ปัจจุบัน เชื่อเหลือเกินว่าจากฟอร์มการถล่มประตูที่ดูไม่มีตกหล่น ทำให้ค่าตัวของเขาน่าจะมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านยูโรอย่างแน่นอน

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

น้อยคนจะรู้!! รวมแข้งก่อนเป็นท็อปสตาร์ พวกเค้าล้วนแต่ได้รับการฝึกฝีมือจากสโมสร”เซลต้า บีโก้”มาก่อน

หากพูดถึงศึก ลา ลีกา สเปน เชื่อว่าแฟนฟุตบอลในเมืองไทยส่วนใหญ่คงจะนึกถึงแต่ บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด สองทีมยักษ์ใหญ่เป็นอันดับแรก

นอกจากนั้น อาจจะมี แอตเลติโก้ มาดริด, บาเลนเซีย, เซบีย่า รวมถึง บียาร์เรอัล ที่พอมีชื่อเสียงให้แฟน ๆ นึกถึงแทรกเข้ามาบ้าง

สำหรับวันนี้เราจะมาพูดทีมเล็ก ๆ อย่าง เซลต้า บีโก้ สโมสรที่ก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี ในย่านเมืองบีโก แคว้นกาลิเซีย แต่กลับประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า อินเตอร์โตโต้ คัพ (ปัจจุบันไม่มีแข่งแล้ว) ได้เพียง 1 สมัย ในปี 2000

ส่วนการแข่งขันในประเทศพวกเขาไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยได้แต่แชมป์ระดับเชกุนด้า (ลีกรอง) 3 สมัย พ่วงด้วยตำแหน่งรองแชมป์บอลถ้วยหรือโกปา เดล เรย์ อีกเพียง 3 ครั้งเท่านั้น

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นทีมเล็ก ๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขามักจะมีนักเตะผีเท้าดี ๆ แวะเวียนมาค้าแข้งในถิ่น อาบานก้า-ไบไลโดส อย่างไม่ขาดสาย

จะมีแข้งดังผีเท้าดีคนไหนเคยผ่านการสวมยูนิฟอร์มของเซลต้า บีโก้ มาแล้วบ้าง เชิญติดตามรับชมกันได้เลยครับ!!

โรดริโก้ โมเรโน่

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2005-2009

ลงเล่น : เฉพาะทีมเยาวชน

ต้นสังกัดปัจจุบัน : บาเลนเซีย

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม: 30 ล้านยูโร (ย้ายจาก เบนฟิก้า ไป บาเลนเซีย)

ดีเอโก้ คอสต้า

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2007-2008 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 31 นัด ยิงได้ 6 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : แอตเลติโก้ มาดริด

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 66 ล้านยูโร (ย้ายจาก เชลซี ไป แอตฯ มาดริด)

ดาบิด ซิลบา

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2005-2006 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 38 นัด ยิงได้ 4 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 28.75 ล้านยูโร (ย้ายจาก บาเลนเซีย ไป แมนฯ ซิตี้)

โคล้ด มาเกเลเล่

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 1998-2000

ลงเล่น : 86 นัด ยิงได้ 6 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 20 ล้านยูโร (ย้ายจาก เรอัล มาดริด ไป เชลซี)

โฆเซ่ เอ็นริเก้

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2005-2006 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 14 นัด

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 8.7 ล้านยูโร (ย้ายจาก บียาร์เรอัล ไป นิวคาสเซิล)

มิชู

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2007-2011

ลงเล่น : 112 นัด ยิงได้ 17 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 6 ล้านยูโร (ย้ายจาก ราโย่ ไป สวอนซี)

มิโด้

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ปี 2003 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 8 นัด ยิงได้ 4 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 8.8 ล้านยูโร (ย้ายจาก สเปอร์ส ไป มิดเดิลสโบรห์)

จูเซ็ปเป้ รอสซี่

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2016-17 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 29 นัด ยิงได้ 6 ประตู

ต้นสังกัดปัจจุบัน : รีล ซอลต์ เลค

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 10 ล้านยูโร (ย้ายจาก บียาร์เรอัล ไป ฟิออเรนติน่า)

ซโวนิเมียร์ โบบัน

เคยค้าแข้งกับเซลต้า : ระหว่างปี 2001-002 (ยืมตัว)

ลงเล่น : 6 นัด

ต้นสังกัดปัจจุบัน : เลิกเล่นแล้ว

ค่าตัวสูงสุดในการย้ายทีม : 8 ล้านยูโร (ย้ายจาก ดินาโม ซาเกร็บ ไป เอซี มิลาน)

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

ทีมเล็กๆที่สร้างเด็กให้ยิ่งใหญ่ กับ สโมสร”เลอ อาฟร์”ที่ปั้นเยาวชนมาเป็นสตาร์

หากกล่าวถึงสโมสรฟุตบอลที่ชื่อว่า เลอ อาฟร์ เชื่อว่ามีแฟน ๆ ลูกหนังจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยคุ้นหูกับชื่อเสียงของทีมนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรถ้าคุณจะไม่รู้จักพวกเขา

เพราะปัจจุบัน เลอ อาฟร์ เป็นเพียงทีมเล็ก ๆ ที่เล่นอยู่ใน ลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส (ลีกรอง) แต่เหตุไฉนทีมเล็ก ๆ ทีมนี้ กลับมีเหล่าแข้งดังหลายรายที่เคยผ่านการเป็นนักเตะทั้งระดับเยาวชนและชุดใหญ่มาแล้ว

ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมเหล่าแข้งดัง ผู้ที่เคยผ่านการฝึกฝนและลงเล่นให้เลอ อาฟร์ จะมีใครติดโผกันบ้างเชิญรับชมกันได้เลยครับ!

ปอล ป็อกบา

เริ่มต้นกันด้วยอดีตเด็กปั้นที่โด่งดังที่สุดอย่าง ป็อกบา ซึ่งใครหลายคนเข้าใจผิดว่ามิดฟิลด์ดีกรีแชมป์โลกรายนี้เป็นเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ด

แต่อันที่จริงแล้ว เลอ อาฟร์ ต่างหากที่เป็นทีมปลุกปั้น ป็อกบา ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2007 โดยเจ้าตัวอยู่กับทีมได้ 2 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปอยู่อะคาเดมี่ของ “ปีศาจแดง” ในปี 2009

ขณะที่ทีมผู้ปลุกปั้นก็ไม่ได้เต็มใจที่จะปล่อยเพชรเม็ดงามรายนี้ไปให้กับทีมดังจากพรีเมียร์ลีกเลย ซึ่งภายหลังได้เกิดการฟ้องร้องจากทางฝั่งของ เลอ อาฟร์ อีกด้วย

ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า

เรื่องราวของเขาก่อนที่จะกลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มันก็คล้าย ๆ กับพ่อค้าแข้งรายอื่น ๆ เมื่อศูนย์ฝึกลูกหนังหลายแห่งต่างปฏิเสธเขา เพราะมองว่ามิดฟิลด์เลือดน้ำหอมรายนี้ตัวเล็กและอ่อนแอเกินไป

อย่างไรก็ตาม เลอ อาฟร์ ไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาให้โอกาสกับ ลาสซาน่า ตั้งแต่ระดับเยาวชน จนดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2004-05

จากนั้น ลาสซาน่า ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เล่นกับทีมใหญ่ ๆ หลายทีมไล่เรียงตั้งแต่ เชลซี, อาร์เซน่อล, เรอัล มาดริด, มาร์กเซย รวมถึง เปแอสเช สโมสรสุดท้ายที่เขาแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2019

ฟลอร็องต์ ซินาม่า ปงโกลล์

อดีตแข้งหงส์แดง ชุดแชมป์ยุโรป สมัยที่ 5 ในปี 2004-05 ก็เคยผ่านการเป็นเด็กสร้างของ เลอ อาฟร์ มาแล้วเช่นกัน

ปงโกลล์ ถือเป็นนักเตะจอมพเนจรคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะตลอดเส้นทางอาชีพของเขา หัวหอกจอมเก๋ารายนี้ลงเล่นมาแล้วถึง 14 สโมสร

และนอกเหนือจากลิเวอร์พูลแล้ว ปงโกลล์ ก็คงจะถูกจดจำได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะแฟนบอลไทยลีก ซึ่งครึ่งหนึ่งเจ้าตัวเคยย้ายมาเล่นให้กับ ชัยนาท ฮอร์นบิล ระหว่างปี 2016-18

สตีฟ ม็องด็องด้า

คนส่วนใหญ่คงมองว่านายทวารจอมหนึบรายนี้น่าจะเป็นเด็กปั้นของโอลิมปิก มาร์กเซย มาตั้งแต่แรก

เนื่องจากเห็น ผู้รักษาประตูทีมชาติฝรั่งเศสวัย 34 ปี ลงเฝ้าเสาให้ มาร์กเซย มานานกว่า 1 ทศวรรษ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของทีมไปแล้ว

อย่างไรก็ดีก่อนที่ ม็องด็องด้า จะย้ายมาสร้างตำนานกับมาร์กเซย เขาเคยเป็นเด็กปั้นของ เลอ อาฟร์ มาก่อนนั่นเอง

ดิมิทรี ปาเยต

แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศส ผ่านการลงเล่นให้ทีมอะคาเดมี่ของเลอ อาฟร์ ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ โดยเจ้าตัวใช้เวลาขัดเกลาฝีเท้ากับสถาบันแห่งนี้นานถึง 4 ปีด้วยกัน

ก่อนที่ชื่อเสียงของเขาจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตอนที่ย้ายไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015 จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติฝรั่งเศส พร้อมพาทัพตราไก่คว้ารองแชมป์ยูโร 2016

ในปี 2017 ปาเยต ย้ายกลับมาในลีกบ้านเกิดอีกครั้งกับทีมเก่าอย่างมาร์กเซย ซึ่งปัจจุบันเขายังคงเป็นตัวหลักของทีมเช่นเคย

ริยาด มาห์เรซ

สำหรับปีกจอมเทคนิคทีมชาติแอลจีเรีย อาจจะไม่ใช่นักเตะที่ฝึกฝนกับทีมอะคาเดมี่ของเลอ อาฟร์ ก็จริง แต่ มาห์เรซ ก็อยู่กับทีมมาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุเพิ่งจะ 19 ปีเท่านั้น

เขาใช้เวลาถึง 4 ปีในการพัฒนาฝีเท้า จนฟอร์มเข้าตาแมวมอง และได้ย้ายไปเล่นกับเลสเตอร์ด้วย ค่าตัวเพียง 5 แสนปอนด์ เมื่อปี 2014 ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์พา “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” ความแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015-16 ไปแบบเหนือความคาดหมายใด ๆ

ปัจจุบัน มาห์เรซ กำลังค้าแข้งอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งค่าตัวของเขาในการย้ายจากเลสเตอร์ มาเล่นกับเรือใบสีฟ้า มีมูลค่าสูงถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

เบนฌาแม็ง เมนดี้

อีกหนึ่งนักเตะที่ผ่านการฝึกศาสตร์ลูกหนังกับเลอ อาฟร์ แต่ไปโด่งดังกับมาร์กเซย ดั่งเช่น สตีฟ ม็องด็องด้า และ ดิมิทรี ปาเยต เขาคนนั่นก็คือ เบนฌาแม็ง เมนดี้

เมนดี้ เป็นเด็กสร้างของเลอ อาฟร์ พร้อมกับถูกดันขึ้นชุดใหญ่เมื่อ 2011 ก่อนจะย้ายมาเล่นให้กับ มาร์กเซย ในฤดูกาล 2013-14

จากนั้นย้ายไปคว้าแชมป์ลีก เอิง กับโมนาโก ในซีซั่น 2016-17 และโยกซบต้นสังกัดปัจจุบันอย่างแมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลต่อมา ด้วยค่าตัว 52 ล้านปอนด์

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

”ดีทมาร์ ฮอปป์”ชื่อนี้ที่แฟนบุนเดสลีก้าชังยิ่งหนัก ??

เมื่อราวๆสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ลีกฟุตบอลที่คนเยอรมันภาคภูมิใจอย่างบุนเดสลีก้าได้ถูกพูดถึงในมุมที่เสื่อมเสียไปทั่วโลก จากพฤติกรรมการประท้วงของแฟนบาเยิร์น มิวนิคที่มีต่อ “ดีทมาร์ ฮอปป์” เจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งและมีภูมิหลังมากมายให้ค้นหา

ฮอปป์เกี่ยวโยงกับฟุตบอลเยอรมันมายาวนานกว่า 30 ปี และฮอฟเฟ่นไฮม์เองก็เป็นทีมกลางๆ เหตุใดทีมมหาอำนาจของลีกอย่างบาเยิร์น มิวนิคและดอร์ทมุนด์ถึงต้องมาจงเกลียดจงชังทีมที่มีระดับต่ำกว่าพวกเขาแบบนี้แถมยังมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปในวงกกว้างกว่าที่เห็นและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกทีด้วย?

เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นหลัง “เสือใต้” ขึ้นนำ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไปแล้วถึง 6-0 โดยแฟนบอลบางส่วนของทีมเยือนได้ขึ้นแบนเนอร์ด่าเจ้าของสโมสรเจ้าถิ่นเป็นภาษาเยอรมันว่า “ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยน สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันผิดคำสัญญา ไอ้ฮอปป์ก็ยังเป็นไอ้ลูกกะหรี่เหมือนเดิม”

ทำให้นักเตะบาเยิร์นทั้งทีมวิ่งไปขอร้องแฟนของพวกเขาให้หยุดการกระทำดังกล่าว เช่นเดียวกับ รุมเมนิกเก้ ประธานสโมสรบาเยิร์น ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา และโอลิเวอร์ คาห์น ที่ต่างเดินไปขอให้แฟนนำแบนเนอร์ที่หยาบคายดังกล่าวลง

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการกลับมาลงสนามกันอีกครั้ง แต่นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างเลือกเคาะบอลเล่นกันจนหมดเวลาการแข่งขัน เพื่อเป็นการตอบโต้และแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นไม่เห็นด้วยกับการกระทำของแฟนบอลกลุ่มดังกล่าว ซึ่ง ฮอปป์ที่เขามาชมเกมนี้ในห้องวีไอพีถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ จนรุมเมนิกเก้ ประธานเสือใต้ต้องเข้าปลอบด้วยความเห็นใจ ก่อนเจ้าตัวจะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ถ้าผมรู้ได้ว่าพวกคนงี่เง่าพวกนี้ต้องการอะไรจากผม มันคงจะเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับผมที่จะเข้าใจ”

“ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับผม มันทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาอันมืดมน”

“ผมไม่ต้องการพูดถึงคนเหล่านี้ มันไร้ประโยชน์ พวกเขาเหมือนอยู่ในโลกอื่น ผมไม่ต้องการพูดคุยกับพวกเขา ไม่เลย ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรกับพวกเขา”

“ทำไมผมจะไม่ไปสนามอีกแล้วล่ะ? ไอ้คนพวกนี้ต่างหากที่ควรไปให้ไกลๆ”

เช่นกันกับในเกมที่เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน ที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ลงฟาดแข้งกับไฟร์บวร์ก มีแฟนบอลจำนวนมากจากฝั่งทิศใต้ตะโกนเรียก ฮอปป์ว่าเป็น”ไอ้ลูกกระหรี่” ทั้งๆที่เกมดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฮอฟเฟ่นไฮม์แต่อย่างใดเลย

คำถามคือ “ดีทมาร์ ฮอปป์” ทำผิดอะไรและมันร้ายแรงขนาดไหนกัน?

ดีทมาร์ ฮอปป์ คือใคร?

ดีทมาร์ ฮอปป์เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลในฐานะเจ้าของสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ในบุนเดสลีก้า อดีตเคยเป็นนักเตะเยาวชนให้กับสโมสรท้องถิ่นชื่อ TSG Hoffenheim ซึ่งเป็นทีมระดับ “หมู่บ้าน” , เป็นเจ้าของบริษัทร่วมซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ในชื่อ SAP เมื่อปี 1972

มีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ราวๆ 15.9 พันล้านดอลล่าสหรัฐ ตามอ้างอิงจาก Forbes นับว่าเป็นนึกในเศรษฐีที่รวยที่สุดในเยอรมัน ก่อนรีไทร์จาก SAP ในช่วงกลางปี 2000 เพื่อหันมาเอาดีในการกุศลกับโครงการ “มูลนิธิดิทมาร์ ฮอปป์”

และจากความที่เคยเป็นนักฟุตบอลเก่ามาก่อน ใจที่รักกีฬาอยู่แล้วได้จุดความคิดให้ฮอปป์หันมาลงทุนกับฮอฟเฟ่นไฮม์เมื่อปี 1990 ซื้อหุ้น 100% ของสโมสรมาบริหารเอง และด้วยความที่มีเงินทุนเยอะอยู่แล้ว เขาจึงตั้งใจที่จะพาทีมเล็กๆ ทีมหมู่บ้านอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์ไต่จากดิวิชั่น 9 ที่เล่นอยู่ให้ขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดอย่างบุนเดสลีก้าให้ได้

ฮอฟเฟ่นไฮม์ค่อยๆเลื่อนชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ สตาร์ทจากดิวิชั่น 9 ย้ำอีกที่ว่าดิวิชั่น 9 ! ความตั้งใจของเขาที่อยากผลักดันทีมเล็กๆในหมูบ้านที่เขาเติบโตมานี้ ได้เป็นแรงผลักดันให้เจ้าตัวสู้ไม่ถอย

จนกระทั่งการมาของกุนซืออย่าง ราล์ฟ รังนิคเมื่อปี 2006 ประกอบกับการทุ่มซื้อตัวผู้เล่นฝีเท้าดีเข้ามาเสริมแกร่งให้กับทีมตามระดับชั้นที่เล่น จนส่งผลให้ทีมหมู่บ้านที่คนไม่เคยเหลียวมองอย่างฮอฟฟเฟ่นไฮม์สามารถเลื่อนชั้นๆแบบรัวๆปีต่อปีจนขึ้นมาเหยียบบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2008

โดยในช่วงที่ยังเล่นอยู่ดิวิชั่นล่างๆ , ฮอฟเฟ่นไฮม์ประจำรังเหย้าที่สนาม ดิทมาร์-ฮอปป์-สตาดิโอน มีความจุผู้ชมอยู่ที่ 5000 คนเท่านั้น จึงทำให้พวกเขาต้องการสเตเดียมแห่งใหม่เพื่อต้อนรับการเป็นทีมบนลีกสูงสุด ฮอปป์จึงไม่รอช้าจัดการควักเงินตัวเองกว่า 80 ล้านปอนด์เพื่อช่วยเนรมิตสนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีความจุ 30,150 ขึ้นมาให้ไม่ต้องอายใคร พร้อมเป้าหมายที่จะปักหลักเป็นทีมประจำในบุนเดสลีก้าให้ได้

สู่ประเด็นสำคัญ : แล้วทำไมแฟนบอลบุนเดสต้องเกลียดจนถึงขั้นด่าทอเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่นนั้น

เรื่องมันเกิดจากที่ว่าฮอฟเฟ่นไฮม์นั้นไม่เหมือนสโมสรอื่นที่ปฎิบัติตามกฏ 50+1 นั่นเอง โดยกฏ 50+1 นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้แน่ใจว่าแฟนบอลนั้นจะได้เป็นเจ้าของสโมสรร่วม และสโมสรจะไม่ตกอยู่ในการตัดสินใจของใครแต่เพียงผู้เดียว

รูปแบบการถือครองสโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ต้องอิงกับกฎ 50+1 ซึ่งหมายความว่า บริษัทเอกชน สามารถถือหุ้นสโมสรได้สูงสุดแค่ 49% โดย 51% ที่เหลือต้องเป็นของแฟนบอล และด้วยหุ้นที่มีอยู่ 51% ทำให้แฟนบอลสามารถออกเสียง, เข้าไปนั่งในบอร์ดบริหาร และมีส่วนช่วยกับการตัดสินใจต่างๆทั้งหมดของสโมสร

แต่กับฮอฟเฟ่นไฮม์ พวกเขามีฮอปป์เป็นผู้ถือหุ้นสูงถึง 96 % และที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะในกฎนั้นมีเงื่อนไขที่ว่าบริษัทเอกชนใดก็ตามที่ถือหุ้นถึง 49 % เป็นเวลานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน จะสามารถฮุบสโมสรไว้แต่เพียงผู้เดียวได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการที่จะมีใครถือหุ้นถึง 49 นั้นก็ยากมากแล้ว ไหนจะต้องลากยาวกันถึง 20 ปีอีก เรื่องแบบนี้จึงไม่ได้จะเกิดขึ้นง่ายๆสักทีเดียว

และจากอำนาจตรงนี้ ฮอปป์สามารถใช้เงินถุงของเขาช่วยเปลี่ยนทีมหมู่บ้านธรรมดาๆให้กลายเป็นทีมบนลีกสูงสุดในลีกใหญ่อย่างบุนเดสลีก้า แถมยังผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อปี 2018 ภายใต้การคุมทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์

ด้วยประชากรในฮอฟเฟ่นไฮม์ที่มีเพียง 3,272 คน รวมถึงเมืองซินส์ไฮม์ที่ตั้งของ สนาม”ไรน์ เน็คคาร์ อารีนา” ที่มีผู้อาศัยจำนวนแค่ 35,442 คนเท่านั้น หากปราศจากการยื่นมือเข้ามาของ ฮอปป์ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่สโมสรจากเมืองเหล่านี้จะสามารถกลายมาเป็นขาประจำในบุนเดสลีก้าและมีสเตเดียมที่มีความจุเกิน 3 หมื่นที่นั่งเป็นของตัวเองเช่นนี้

ผลจากตรงนี้เอง ทำให้แฟนบอลจากสโมสรอื่นในบุนเดสลีก้ามองว่าฮอปเฟ่นไฮม์นั้นเป็น “สโมสรพลาสติก” เหมือนกับอาร์เบ ไลป์ซิกที่ใช้เงินเข้ามาทุ่มซื้อความสำเร็จ เพราะรากฐานของฟุตบอลเยอรมันนั้นเน้นย้ำในแง่ของเรื่องความแฟร์ ทุกสโมสรจะไม่มีการทุ่มเงินโป้งเดียวรวย ผู้บริหารสโมสรต้องโชว์ความสามารถในการจัดการอย่างเดียวเท่านั้นในการทำให้ทีมเติบโตขึ้น

และสาวก”เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์คือเหล่าแฟนบอลที่เริ่มโจมตีการกระทำของฮอปป์ บ่อยครั้งที่พวกเขาจะหยิบแบนเนอร์ต่อต้านฟุตบอลสมัยใหม่ขึ้นมา ในขณะที่เมื่อปี 2008 ก็มีการเดินขบวนจากแฟนดอร์ทุมนด์ชูป้ายที่มีเป้าเล็งอยู่บนหน้าของฮอปป์ให้เห็นเป็นครั้งแรก

จากความเกลียดชังของแฟนดอร์ทมุนด์ เหตุการณ์เริ่มต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทีมงานของฮอฟเฟ่นไฮม์ถูกด่าทอจากสแตนด์แฟนบอลของดอร์ทมุนด์ในเกมที่ทั้งคู่ลงเจอกันเมื่อปี 2011 จนฮอปป์ต้องออกมาวิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “น่าอัปยศ”

การประท้วงในทำนองนี้ยังคงสืบเนื่องมาเรื่อย จนทางสมาคมฟุตบอลเยอรมันต้องออกมาห้ามปรามและกำหนดบทลงโทษห้ามไม่ให้แฟนบอลเสือเหลืองเข้าชมเกมปะทะฮอฟเฟ่นไฮม์เป็นเวลา 2 ปี ฉีกกฎที่สมาคมฟุตบอลเยอรมันเคยกล่าวไว้ว่าจะไม่ลงโทษผู้กระทำผิดแบบเหมารวม จะมีการตัดสินลงโทษแฟนบอลเป็นรายบุคคลเท่านั้น

ทว่า การลงโทษดังกล่าวกลับไม่ได้ลดละความเกลียดชังให้หายไปได้เลย เมื่อสโมสรอื่นๆก็ต่างมีการแสดงออกด้วยการประท้วงไม่พอใจกับสถานะของฮอปป์ ซึ่งสามารถพบเห็นแฟนๆออกมาต่อต้านได้ในทั้ง 3 ลีกบนของเยอรมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกมที่ถูกพูดถึงมากที่ก็คงหนีไม่พ้นเกมที่จบลงด้วยการเคาะบอลไปมาของนักเตะ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลแดนไส้กรอก ที่บาเยิร์น มิวนิคบุกไปถล่มฮอฟเฟ่นไฮม์คารัง 6-0

สิ่งที่สาวกบาเยิร์น,ดอร์ทุมนด์ รวมถึงแฟนบอลบุนเดสลีก้าทั้งหลายกลัวคืออะไร?

อย่างที่กล่าวข้างต้น สโมสรในเยอรมันจะต้องเป็นของแฟนบอลอย่างน้อย 51 % เพื่อเป็นการทำให้แน่ใจว่าสโมสรจะไม่ตกอยู่ในมือนักลงทุนเศรษฐีชาวต่างชาติที่จ้องจะมาเทคโอเวอร์สโมสรในแดนขี้เมา ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นท้องถิ่นและเอกลักษณ์ของสโมสรเยอรมันเอาไว้ไปสู่รุ่นต่อรุ่น อีกทั้งยังเพิ่มน้ำหนักเสียงของแฟนบอลเกี่ยวกับทิศทางของสโมสร รวมถึงปกป้องหากมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

โดยมีข้อยกเว้นในกรณีพิเศษอยู่บ้างกับทีมอย่างโวล์ฟบวร์กและไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งเป็นทีมที่แต่เดิมก่อตั้งขึ้นมาจากเหล่าพนักงานในบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่ อย่างบริษัทผลิตรถยนต์โฟล์กสวาเก้นและบริษัทยาไบเออร์ตามลำดับ จึงไม่ได้ผิดกฏใดๆเพราะทั้งสองบริษัทได้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสรมานานหลายสิบปีแล้ว

ขณะที่ไลป์ซิกเองค้นพบวิธีหลีกเลี่ยงกฏดังกล่าว ด้วยการใช้ผู้ถือหุ้นเพียง 17 ราย ซึ่งเป็นคนจากเร้ดบูลล์ทั้งหมด ส่วนเคสของฮอปป์สามารถฮุบสโมสรเกิน 50 % ได้เพราะเขาได้ถือหุ้นของสโมสรเป็นจำนวนมากถึง 49 % มานานกว่า 20 ปีติดต่อกัน

กฎ 50+1 ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้แฟนบอลมีอำนาจเหนือกว่ากลุ่มผู้บริหาร ยกตัวอย่างบาเยิร์น มิวนิคที่มีสมาชิกราว 300,000 คนทั่วโลกที่ลงทุนร่วมกับทีม บวกกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างอัลลิอันซ์,ออดี้,และกาตาร์ แอร์เวย์ส ที่แบ่งกันถือหุ้นในอีก 49 % ที่เหลือของสโมสรเอาไว้ ก็ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนๆอุลตร้าส์ของทัพเสือใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับทีมของพวกเขา ที่ถาโถมมุ่งไปที่ธุรกิจและการตลาดมากจนเกินไป

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบุนเดสลีก้าเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดก็คือ การที่สโมสรอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์มีเจ้าของทีมอย่างฮอปป์ที่มีอำนาจในการขายทีมทิ้งให้กับใครก็ได้ ในวันหนึ่งหากเขาเกิดไม่แยแสขึ้นมา

หลายฝ่ายกลัวว่าจะมีเหล่าเศรษฐีคิดนำเอาโมเดลนี้ไปทำตาม บุกไปซื้อหุ้นทีมสโมสรเล็กๆ และใช้เวลา 20 ปีปั้นขึ้นมาเพื่อรอขายได้กำไร จนสุดท้ายความเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลเยอรมันก็จะหมดไปเพราะตกอยู่ในน้ำมือของชาวต่างชาติ และพวกเขาย่อมยอมไม่ได้ที่จะเห็นบุนเดสลีก้าที่เป็นลีกแห่งความภาคภูมิใจถูกนักลงทุนต่างชาติยึดครอง

ทั้งนี้เองเรื่องนี้ก็มองได้หลายแบบ ฮอปป์ เองก็ไม่ได้ผิดหรือละเมิดกฎใดๆ เขาแค่มีใจรักฟุตบอลอยากจะทำทีมบ้านเกิดให้ยิ่งใหญ่อย่างตั้งใจ พิสูจน์จากทุกอย่างที่เขาสร้างให้ฮอฟเฟ่นไฮม์ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่รักจริงคงไม่เดินกันมาไกลถึงขนาดนี้

หรือทางฝั่งแฟนบอลเองที่ก็แค่มีฟุตบอลอยู่ในสายเลือดไม่ต้องการเห็นความภูมิใจของพวกเขาถูกคนนอกเข้ามายึดครองหรือถูกทำลายจนต้องเสียเอกลักษณ์ที่รักษากันมายาวนานไปเท่านั้นเอง

เรียบเรียง :
อ่านรายละเอียดต่อ :
คาสิโนออนไลน์ ถ่ายทอดสดจากคาสิโนปอยเปตโรงแรมสุดหรูซึ่งมี มาตรฐานไม่ต่างกับคาสิโนชั้นนำในต่างประเทศ เล่นผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องติดตั้ง ระบบการเล่นค่อนข้างดีและเสถียรสูง เกมส์ที่เป็นกระแสมาแรง gclub
รูเล็ตออนไลน์ คือเกมส์พนันออนไลน์ อีกประเภท ที่ได้รับความนิยม รองมาจาก บาคาร่าออนไลน์ โดย เริ่มต้นมีต้นกำเนิดจากในยุโรป แล้วเข้ามาแพร่หลาย ในประเทศต่างๆทั่วโลก น้ำเต้าปูปลา
สล็อตออนไลน์ Slot Online เป็นเกมส์ที่นิยมกันมากในปัจจุบัน มีภาพ เสียง ระบบที่สวยงาม ทันสมัย
ให้คุณปั่นสล็อตได้ที่บ้านแต่บรรยากาศเหมือนอยู่ที่สล็อตคาสิโนจริงๆมีให้เลือกเล่นมากถึง1000เกมส์จากหลากหลายค่ายดัง gclubslot goldenslot ปั่นสล็อต
>>ทางเข้าทดลองเล่นเกมส์<<

ทางเข้าจีคลับคาสิโนมือถือจีคลับผ่านเว็บโปรแกรมจีคลับคาสิโนมือถือสล็อตมือถือบาคาร่ามือถือ

holidaypp 063-1322218
line holiday
change_history